เว็บบอร์ดโซล่าเซลล์ไทยแลนด์ โซล่าปั้ม โซล่ารูฟท็อป Solar cell กังหันลมผลิตไฟฟ้า  พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม

ยึดไลเซนส์PPAล็อตใหญ่ พลังงานทดแทนระสํ่าขาดเงินทุน

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

mrkai999

  • อ.ไก่ วิรัตน์ @mrkai999
  • *****
  • 767
  • 4
    • ดูรายละเอียด
    • สัมมนาไทยแลนด์.com

ยึดไลเซนส์PPAล็อตใหญ่ พลังงานทดแทนระสํ่า‘ขาดเงินทุน ขายใบอนุญาตต่อไม่ทัน’

กกพ.ยึดใบอนุญาตขายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 14 ราย จำนวน 44 เมกะวัตต์ เงินลงทุนรวมกว่า 1 พันล้านบาท พร้อมยึดค่าปรับเมกะวัตต์ละ 2 แสนบาท ภายในพ.ย.นี้ ส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าชีวมวล เหตุไม่ก่อสร้างจ่ายไฟฟ้าไม่ทันตามกำหนด แม้ยืดเวลาให้แล้ว 12 เดือน แต่ก็ยังไม่ดำเนินการ ขณะที่อีก 31 ราย กำลังผลิต 96 เมกะวัตต์ อาจยึดใบอนุญาตเพิ่ม เอกชน เผยปัญหาเพียบ


การพัฒนาพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนของประเทศ ส่งเสริมในช่วงแรกเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน โดยภาครัฐเข้ามาสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้า โดยให้ส่วนต่างของค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในรูปแบบ Adder ตามแต่ละประเภทเชื้อเพลิง ส่งผลให้ภาคเอกชนเข้ามายื่นขอขายไฟฟ้าตามประเภทเชื้อเพลิงต่างๆ เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ก๊าซชีวภาพ ชีวมวล รวมถึงจากขยะ ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนการสนับสนุนมาเป็นในรูปแบบสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงหรือฟีดอินทาริฟ ก็ยังได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง

จนส่งผลให้ปัจจุบันมีพลังงานหมุนเวียนที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้วกว่า 7 พันเมกะวัตต์ ในขณะที่รัฐบาลมีเป้าหมายส่งเสริมภายในปี 2579 ไว้จำนวน 1.9 หมื่นเมกะวัตต์ แต่ขณะเดียวกันก็พบปัญหาผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตขายไฟฟ้าไปแล้ว แต่ไม่ดำเนินการลงทุนจริง ตามที่มีเงื่อนไขหรือจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามที่กำหนดไว้เป็นจำนวนมากเช่นกัน ถือเป็นการสร้างปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาฯซึ่งขณะนี้ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) อยู่ระหว่างไล่ถอนใบอนุญาต เพื่อให้ผู้ที่มีความพร้อมเข้ามาลงทุนแทน และให้เป้าหมายเป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้

พบ32รายจ่ายไฟเข้าระบบไม่ทัน


นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภายหลังคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) สั่งการให้พีอีเอเจรจากับผู้ประกอบการโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในฐานะคู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (พีพีเอ) กับพีอีเอ หลังพบว่ามีผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(SCOD) รวมทั้งครบกำหนดเรียกปรับครบ 12 เดือน ที่หักจากเงินค้ำประกัน 2 แสนบาทต่อเมกะวัตต์ แล้ว เบื้องต้นพบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 32 ราย หรือคิดเป็นประมาณ 66 เมกะวัตต์

โดยภายหลังจากการหารือและร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบแต่ละโครงการกับทาง กกพ. พบว่าบางโครงการมีความคืบหน้าดำเนินงานไปบ้างแล้วแม้ว่าจะเลย SCOD ก็พิจารณาขยายระยะเวลาจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบออกไปได้ ส่วนโครงการที่ไม่มีความคืบหน้าก็ต้องยกเลิกสัญญาดังกล่าว เพื่อคืนพื้นที่สายส่งให้กับ กกพ.ต่อไป อย่างไรก็ตามทางผู้ประกอบการมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ไปยังอนุญาโตตุลาการได้ หากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

“การยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับทางผู้ประกอบการพลังงานทดแทนในฐานะคู่สัญญากับพีอีเอ ซึ่งมีทั้งโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะ เป็นต้น ซึ่งการเรียกคืนใบอนุญาตซื้อขายไฟฟ้าคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยทางพีอีเอจะต้องมีการหารือกับทาง กกพ. เพื่อสรุปอีกครั้ง เพราะจะต้องพิจารณาเปอร์เซ็นต์ความคืบหน้าของแต่ละโครงการด้วย”นายเสริมสกุล กล่าว

ยึดใบอนุญาต14โครงการ

นายเลิศชาย แก้ววิเชียร ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ) เปิดเผยว่า พีอีเอทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการที่ครบกำหนด SCOD แต่ยังไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ตามกำหนด โดยผู้ประกอบการแต่ละรายจะต้องแจ้งเหตุผลที่เลื่อนจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบอย่างชัดเจน เพราะหากโครงการไม่มีความคืบหน้าและมีเหตุผลที่เพียงพอก็จำเป็นต้องยกเลิกสัญญาเพื่อคืนพื้นที่สายส่งไฟฟ้าให้กับทาง กกพ. ต่อไป

สำหรับตัวเลขคู่สัญญาของพีอีเอ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกมีจำนวนทั้งสิ้น 267 ราย กำลังการผลิตรวม 1,374 เมกะวัตต์ ที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว ส่วนกลุ่มที่ 2 จำนวน 31 ราย กำลังการผลิตรวม 96 เมกะวัตต์ ครบกำหนด SCOD แล้ว แต่ยังไม่ครบค่าปรับ 12 เดือน ซึ่งจะต้องติดตามต่อว่าแต่ละโครงการจะมีความคืบหน้าอย่างไร ซึ่งกลุ่มนี้มีแนวโน้มว่าบางรายอาจจะถูกยึดใบอนุญาต ส่วนกลุ่มที่ 3 จำนวน 32 ราย กำลังการผลิตรวม 66 เมกะวัตต์ กลุ่มนี้ครบ SCOD และถูกเรียกปรับครบ 12 เดือนแล้ว

อย่างไรก็ตามในกลุ่มที่ 3 ซึ่งทาง กกพ. สั่งการให้พีอีเอเข้าไปเจรจา ซึ่งในจำนวนนี้แบ่งเป็น 3 กลุ่มเช่นกัน คือกลุ่มแรกมีความคืบหน้าโครงการไปเกือบ 100% แล้ว แต่ยังติดขัดเรื่องใบอนุญาตจึงยังไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามกำหนดได้ มีจำนวนทั้งสิ้น 10 โครงการ ส่วนกลุ่มที่ 2 พบว่ามีความคืบหน้าโครงการไปแล้วเกือบ 50% มีจำนวนทั้งสิ้น 8 โครงการ

ส่วนกลุ่มสุดท้าย พบว่ายังไม่มีความคืบหน้าโครงการแต่อย่างใด มีจำนวนทั้งสิ้น 14 โครงการ หรือคิดเป็นประมาณ 44 เมกะวัตต์ ที่เข้าข่ายถูกยกเลิกสัญญาอย่างแน่นอน ส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าชีวมวล 9 ราย โซลาร์ฟาร์ม 1 ราย ขยะ 1 ราย และก๊าซชีวภาพ 3 ราย รวมการลงทุนกว่า 1 พันล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาทางพีอีเอมีหนังสือแจ้งเตือนไปแล้ว อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ได้

เปิดให้รายอื่นเสียบแทน

โดยทางพีอีเอจะต้องมีการหารือกับทาง กกพ.อีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ เพื่อสรุปผล เพราะพบว่าบางโครงการก็มีความคืบหน้าไปบ้างแล้ว จึงไม่เรียกว่าเป็นการยึดใบอนุญาตแต่เป็นการยกเลิกสัญญาเพราะผู้ประกอบการไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามที่กำหนดในสัญญาได้ ซึ่งทางพีอีเอทำหนังสือแจ้งเตือนก่อนครบเวลา 60 วันไปยังผู้ประกอบการแล้ว ดังนั้นจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาบ้าง โดยคาดว่าจะสามารถสรุปได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ และเตรียมที่จะเสนอจำนวนโครงการดังกล่าวต่อกกพ.และปลัดกระทรวงพลังงานภายในสัปดาห์นี้เช่นกัน

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) กล่าวว่า กกพ.ได้สั่งการให้พีอีเอในฐานะคู่สัญญาไปเจรจากับผู้ประกอบการโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่มีสัญญาแล้ว แต่เลยระยะเวลา COD และถูกปรับมาเป็นเวลา 12 เดือนจนครบแล้ว พบว่ามีทั้งหมด 32 โครงการ ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้มีบางโครงการที่มีความคืบหน้าไปบ้างแล้ว ส่วนโครงการใดที่ยังไม่มีความคืบหน้าก็เข้าข่ายถูกยึดใบอนุญาตคืน ซึ่งเรื่องนี้ทางพีอีเอจะเป็นผู้ยกเลิกสัญญาในฐานะคู่สัญญาต่อไป คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเร็วๆนี้

ยันไม่กระทบแผนพัฒนาฯ

นายประพนธ์ วงท่าเรือ รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ภายหลังจากกกพ.และพีอีเอ รวมทั้งกระทรวงพลังงานจังหวัด ได้ตรวจสอบโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในพื้นที่จริงพบว่า มีผู้ประกอบการจำนวน 70 โครงการ ที่ครบกำหนด SCOD แล้ว แต่ยังไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ โดยในจำนวนนี้ มีโครงการที่ไม่มีความคืบหน้าจำนวน 32 โครงการ ซึ่งทางพีอีเอ จะเป็นผู้ตรวจสอบสัญญาต่อไป

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบางโครงการจะไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ตามระยะเวลาที่กำหนด แต่เป็นสัดส่วนที่ยังน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนเป้าหมาย และมีเอกชนรายอื่นๆ พร้อมลงทุนอีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ในส่วนของแผนส่งเสริมพลังงานทดแทนใหม่ กำหนดวันที่ต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบไว้อย่างชัดเจน หากไม่สามารถดำเนินโครงการได้ตามกำหนดก็ต้องถูกยึดใบอนุญาต เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความพร้อมมากกว่าลงทุนต่อไป เช่น โครงการโซลาร์ฟาร์มหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตรจำนวน 600 เมกะวัตต์ กำหนดชัดเจนว่า หากไม่สามารถ SCOD ได้ ตามกำหนดต้องถูกยึดใบอนุญาตทันที ประกอบกับพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ได้มอบนโยบายการส่งเสริมพลังงานทดแทนเพิ่มเป้าหมายเป็น 1.96 หมื่นเมกะวัตต์ ในปี 2579 ดังนั้น นโยบายการส่งเสริมที่ให้ไว้จะไม่สะดุดอย่างแน่นอน

แจงเหตุขอไปเพื่อขายต่อ

ด้านภาคเอกชน นายพิชัย ถิ่นสันติสุข ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สาเหตุที่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนไม่สามารถก่อสร้างโครงการและจ่ายไฟฟ้าได้ตามกำหนด ส่วนหนึ่งมาจากความไม่พร้อมด้านเงินลงทุน ปริมาณเชื้อเพลิงไม่เพียงพอ ติดปัญหาด้านพื้นที่ และการขาดเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการบางรายยื่นขอโครงการเพื่อรอขายต่อใบอนุญาต ในราคาแพง แต่ยังไม่มีผู้ประกอบการายใดกล้าตัดสินใจซื้อ

นอกจากนี้ในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล สาเหตุส่วนใหญ่ที่ผู้ประกอบการทิ้งโครงการ เนื่องจากหลังจากรัฐบาลเปลี่ยนนโยบายจากแอดเดอร์ ซึ่งจะรับซื้อในระยะเวลา 7-8 ปี เป็นรูปแบบฟีดอินทารีฟ ในระยะเวลา 20-25 ปี จึงทำให้ราคาขายไฟฟ้าสูงกว่าแอดเดอร์ ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่าคุ้มค่ากว่า จึงละทิ้งโครงการดังกล่าว อย่างไรก็ตามภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือในส่วนของผู้ประกอบการที่ไม่สามารถดำเนินโครงการได้ เนื่องจากเหตุสุดวิสัย โดยการพิจารณาคืนเงินประกัน(แบงก์การันตี) จำนวน 2 แสนบาทต่อเมกะวัตต์ให้กับผู้ประกอบการดังกล่าว

นายชัชพล ประสพโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิตไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ จากหญ้าเนเปียร์ ให้ความเห็นว่า การยึดใบอนุญาตขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจากโครงการที่ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตามกำหนดนั้น ส่วนตัวเห็นด้วยกับมาตรการของภาครัฐ เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ประกอบการที่ยื่นขอใบอนุญาต แต่ไม่ลงทุนจริง ทำให้รายอื่นเสียโอกาสลงทุนไป

ดังนั้น หากโครงการใดไม่ลงทุนจริง ก็ควรถูกถอนออกจากระบบ ที่ผ่านมา จะเห็นว่าผู้ประกอบการบางรายก่อสร้างโครงการเสร็จแล้ว แต่ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ เพราะสายส่งเต็ม ซึ่งขณะนี้ผู้ประกอบการยังรอความชัดเจนนโยบายรับซื้อไฟฟ้าใหม่จากทางภาครัฐ ซึ่งคงต้องรอกกพ.เคลียร์พื้นที่สายส่งก่อน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่านโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทน จะยังเป็นไปตามแผนพัฒนาได้ เพียงแต่จะต้องมีมาตรการควบคุมที่เข้มข้น เพื่อให้โครงการที่ยื่นขอขายไฟฟ้า เกิดขึ้นได้จริง รวมทั้งต้องพัฒนาระบบสายส่งให้สามารถรองรับพลังงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้ด้วย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,107 วันที่ 22 – 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558http://www.thansettakij.com/2015/11/24/19021
รวมข่าว สัมมนาฟรี โซล่าเซลล์  อบรมฟรี โซล่าเซลล์
สัมมนาไทยแลนด์.com
(at)mrkai999
สอบถาม https://www.facebook.com/wirat.solarcell
Mrkai999 Academy
Line
(at)fsh9278q

สมัคร สัมมนาฟรี กล้องวงจรปิด
https://page.line.me/fsh9278q