โซล่าเซลล์ โซล่าเซลล์ไทยแลนด์ เว็บบอร์ดโซล่าเซลล์ Solar cell กังหันลมผลิตไฟฟ้า  พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - mrkai999

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 30
51

สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 16 นครปฐม (สพร.16นครปฐม)
ร่วมกับ

โซล่าเซลล์ไทยแลนด์.com
ภูมิใจเสนอ
อบรมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
27 มิย. ถึง 1 กค. 2560
สัมมนาฟรี เรียนฟรี อบรมฟรี Gpsกล้องวงจรปิดไร้สาย CCTV Solar Power 52/60 Thailand 4.0
เพื่อปรับปรุง ยกระดับผู้ประกอบการไทย พร้อม ไทยแลนด์ 4.0   
คนไทยเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย





สัมมนาฟรี กล้องวงจรปิด 2560  สัมมนาฟรี cctv
เรียนฟรี กล้องวงจรปิด 2560 เรียนฟรี cctv
อบรมฟรี กล้องวงจรปิด2560 อบรมฟรี cctv

ภาพกิจกรรมที่จัดผ่านมาแล้ว


สัมมนาฟรีระบบรักษาความปลอดภัย กล้องวงจรปิดไร้สาย 
สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน สมุทรสงคราม
51/2559

กิจกรรม ติดตั้งกล้องวจรปิด HDCVI  มอบให้
สนพ.สมุทรสงคราม


ภาพทั้งหมด
https://goo.gl/photos/44JpMLscNNpd49ScA

คลิปสัมภาษณ์นิสิต CCTV

ชมคลิปสัมภาษณ์ทั้งหมด
https://www.youtube.com/playlist?list=PLtWx8-dmWbCWnH9emj4NB1UlKUYm_qxVE


ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ
-เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้พื้นฐานการจัดการอาชีวะอนามัยและความปลอดภัย ในขณะปฏิบัติงานด้านไฟฟ้า และ ทฤษฎีไฟฟ้า
-เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้และสามารถแก้ไข ระบบเครือข่าย (Lan)ได้
-เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ในการเลือกใช้อุปกรณ์และสามารถออกแบบระบบกล้องวงจรปิด(CCTV System)ได้
-เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด(CCTV System)ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัย
-เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด(CCTV System) ให้สามารถดูระบบ กล้องผ่านอินเตอร์เน็ต (Set Online) และแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี
-เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้และสามารถตรวจซ่อมและบำรุงรักษา(Installation and Maintenance) อุปกรณ์ระบบกล้องวงจรปิด รวมถึงเครื่องบันทึกกล้องวงจรปิด (DVR)ได้
-เทคโนโลยีล่าสุดของ ระบบกล้องวงจรปิด HDCVI ความคมชัดระดับ HD แต่ใช้สายสัญญาณ เดิมRG6 ได้ระยะทางไกลถึง 500 เมตร
-ระบบที่ติดตั้งง่ายสามารถใช้ร่วมกับระบบกล้อง Analog เดิมได้ทุกยี่ห้อ
-ฝึกการติดตั้งระบบ CCTV ทุกท่านจะได้ฝึก กับหน้างานจริง การติดตั้งจริง มอบเป็นสาธารณะประโยชน์

โครงการสร้างผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยและกล้องวงจรปิด
จัดทำขึ้นมาเพื่อ สร้างผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้ง ระบบรักษาความปลอดภัยและกล้องวงจรปิด

วัตถุประสงค์

1.เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้ง รักษาความปลอดภัยและกล้องวงจรปิด รวมถึง การคำนวนอัตราการคุ้มค่าการลงทุน

2.เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยและกล้องวงจรปิด  ตามแผนแม่บทระบบการรักษาความปลอดภัย ตามแผนแม่บทของระบบรักษาความปลอดภัย Thailand 4.0

3.เพื่อยกระดับ สร้างมาตราฐาน พัฒนาคุณภาพ การติดตั้ง การแก้ไขปัญหา อย่างมืออาชีพ

4.เพื่อเตรียม ความพร้อมของช่างฝีมือแรงงาน สำหรับเข้าเป็นสมาคมสมาชิกอาเชีย (AEC)

5.เพื่อเตรียมความพร้อมแต่งตั้งเป็น ศูนย์ให้บริการ CCTV System(ศูนย์ให้บริการประจำจังหวัด ตามความร่วมมือระหว่าง โซล่าเซลล์ไทยแลนด์.คอม  และหน่วยงานที่เกียวข้อง

6.เพื่อสร้างชุมชนการช่วยเหลือ การแก้ไขปัญหา ผ่านระบบonline อาศัยตามทษฎีการเพื่อตนเอง ตามพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

7.ส่งเสริมกิจการของ นิสิต CCTV ด้วยการสร้างระบบร้านค้าหรือหน้าร้าน online ให้เพื่อประกอบกิจการต่อ ให้ฟรี

8.ร่วมกลุ่มกันจัดตั้ง เป็นองค์กรเพื่อความสามัคคีการเสียสละ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันของ นิสิต CCTV ทุกรุ่น เช่น สหกรณ์ เป็นต้น

9.ส่งเสริมการค้นคว้า วิจัย พัฒนา ระบบการสร้างพลังงานให้ชุมชน ร่วมถึงระบบอื่นๆที่เกี่ยวข้องขึ้นมาใช้เอง ช่วยชาติประหยัด พัฒนาชาติไทย ส่งออกเทคโนโลยี เพื่อสร้างให้ประเทศไทยเป็นผู้นำการสร้างพลังงานใช้ได้เอง




*หมายเหตุ


คุณสมบัติของผู้เข้าอบรม

(ขออนุญาติสงวนสิทธิ์ยกเว้น พระ, สามเณร ,แม่ชี เพราะ สถาบันฯไม่สะดวกในการเตรียมการ
สำหรับช่างติดตั้งโซล่าเซลล์ และ ผู้ดำเนินกิจการโซล่าเซลล์ ขอสงวนสิทธิ์ให้กับ ผู้สนใจในธุรกิจ และช่างที่ต้องการจะเรียนรู้เพื่อจะนำไปต่อยอด ก่อนนะครับ คอร์สประยุกค์การใช้งานจะเปิดประมาณตุลาคม 2560)

A.ผู้สนใจทั่วไป ผู้ที่ต้องการศึกษามาประยุทธใช้ในบ้านหรือกิจการของตนเอง
1.อายุ 18 ปี บริบูรณ์ ขึ้นไป
2.ไม่มีโรคประจำตัว
3.ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐาน
4.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน เนื่องจากเป็นโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการ (ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ขอสงวนสิทธิ์ให้ผู้ประกอบการ หากจะมาต้องมาในนามบุคลลเท่านั้น)

B.สำหรับผู้ที่ต้องการนำไปประกอบกิจการ
1.ต้องมีพื้นฐานเรื่องไฟฟ้า อิเล็กทรอนนิค
2.เป็นผู้ประกอบกิจการดังต่อไปนี้
-ผู้จำหน่ายกล้องวงจรปิด ดาวเทียม
-ผู้ติดตั้งกล้องวงจรปิด
-ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอินเตอร์เน็ต
-ผู้ประกอบกิจการด้าน it ทุกภาคส่วน
-ผู้ประกอบกิจการร้านซ่อมเครื่ืองใช้ไฟฟ้า หรือ ซ่อมคอมพิวเตอร์
-ผู้ประกอบกิจการทุกชนิดที่สนใจ การติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด ด้วยการใช้โซล่าเซลล์
3.หลักฐานการสมัครอบรมฟรี
-สำเนาบัตรประชาชน
-สำเนาทะเบียนการค้า (ส่งทะเบียนการค้าที่มีชื่อตรงกับสำเนาบัตรประชาชน รับสิทธิ์เป็นตัวแทนติดตั้งและจำหน่ายของบริษัทที่ร่วมโครงการทันทีภายในงาน)
-สำเนา ภพ.20
(สำหรับท่านที่แนบ สำเนาทะเบียนการค้า หรือ สำเนาภพ.20 ท่านจะได้รับสิทธิ์เป็น ศูนย์ Open CCTV ของ โครงการ )

ทุกคนที่มาเรียนต้องมีอุปกรณ์พร้อมเข้าอบรม เช่น
1.notebook , netbook ที่สามารถเข้าอินเตอร์เน็ต ใช้ port Lan , WIFI ได้
2.สายแลนยาว 3 เมตรพร้อมเข้าหัวเรียบร้อย
3.Router ที่ใช้งานได้ปกติ
4.Switch อย่างน้อย 5 port
5.กล้องวงจรปิด หรือ เครื่องบันทึกที่ ยังใช้งานได้

4.สมัครสมาชิกเวป

โซล่าเซลลไทยแลนด์.คอม
ได้ที่
http://xn--c3ca1alk7csbac1l4gsae1b8c2dh.com/index.php?action=register

ต้องใช้คอมพิวเตอร์สมัครเท่านั้น
แนะนำ
Gmail
yahoo

ไม่แนะนำ
Live
outlook
windowslive
เมล์ของบริษัท , องค์กร
เพราะเมล์จากระบบเป็น google มักจะส่งไม่ผ่าน

อย่าลืมทำเครื่องหมายไม่ใช่ เมลขยะ


เมื่อทำเครื่องหมายแล้วจะสมัครผ่านจะได้ email จากเวป www.โซล่าเซลล์ไทยแลนด์.com


สงสัยหรือลงทะเบียนไม่ได้
ศึกษาได้ที่



http://xn--c3ca1alk7csbac1l4gsae1b8c2dh.com/index.php/topic,869.0.html

สมัครไปแล้วไม่ได้รับเมลล์แจ้ง
แนบสำเนาบัตรประชาชน
ติดต่อ
mrkai999solarcell(at)gmail.com

แจ้งชื่อuser  อีเมลลที่สมัครมา

ขั้นตอนการรับสิทธิ์
อบรมฟรี กล้องวงจรปิด พลังงานโซล่าเซลล์

ทุกขั้นตอน ต้องทำใน Computer เท่านั้น



5.กดเข้าร่วมกิจกรรมใน Facebook
ให้ความรู้ ให้โอกาส ทางการศึกษาเป็นบุญใหญ่
รบกวนช่วยกันแชร์ ขอให้เจริญๆ ร่ำรวย ๆ

สัมมนาฟรี บริหารกล้องวงจรปิดด้วย Mikrotik & Solar Power System
(at)ศูนย์ดิจิตอลชุมชล
อาคารศูนย์ราชการขั้น G ตรงข้ามสำนักงานย่อยจดทะเบียนพาณิขย์
https://www.facebook.com/events/303018213472088/

6.เข้าระบบแล้วมารายตัวก่อนใช้งาน




แจ้งชื่อ นามสกุล
ความตั้งใจเมื่อได้เรียนกล้องวงจรปิด ระบบกล้องวงจรปิด พลังงานโซล่าเซลล์แล้วจะนำไปใช้ประโยชน์ ด้านใด
แจ้งจังหวัดที่จะนำไปใช้งาน ด้วย
(สมัครมาไม่เข้าระบบแล้ว ยืนยันตนภายใน 90 วันระบบจะลบ และท่านต้องสมัครเข้ามาใหม่ ยืนเอกสาร และลำดับการอนุมัติจะย้ายลงไปลำดับล่างสุด)
http://xn--c3ca1alk7csbac1l4gsae1b8c2dh.com/index.php/topic,1132.0.html

7.กรอกรายละเอียดของท่านทั้งหมดมาที่ ฟรอมด้านล่าง
(ไม่กรอกแบบฟรอม์ สิทธิ์ของท่านจะถูกข้ามไป ต่อลำดับท้ายสุดจนกว่าจะกรอกครบ)



http://goo.gl/forms/lBe5fRZH2c


8.1ติดขัดการสมัคร ส่งสำเนาเอกสารตามประเภทของท่านที่เข้า สัมมนาฟรี กล้องวงจรปิด ขีดคล่อมและ เขียน "สมัครสัมมนาฟรี กล้องวงจรปิด" ลงไปในสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนการค้า
มาที่
mrkai999solarcell(at)gmail.com

กรุณาใช้เมลล์เดียวกับที่ใช้สมัคร ส่งเอกสารมา

9.ประกาศผู้ได้รับสิทธิ์ ฝึกอบรม อบรมฟรีCCTV สัมมนาฟรีกล้องวงจรปิด
http://xn--c3ca1alk7csbac1l4gsae1b8c2dh.com/index.php/topic,1209.0.html

10.ตารางสัมมนาฟรีอบรมฟรีCCTV  ประจำปี 2560 สัมมนาฟรีกล้องวงจรปิด 2016 by solar cell thailand team
http://xn--c3ca1alk7csbac1l4gsae1b8c2dh.com/index.php/board,26.0.html

11. ผลงานการอบรมฟรีCCTV  ประจำปี 2560 สัมมนาฟรีกล้องวงจรปิด 2016 Free CCTV Training อบรมฟรี กล้องวงจรปิด



เขียนเล่าประวัติตัวเองและความตั้งใจที่ได้รับสัมมนาฟรีกล้องวงจรปิด แล้วจะนำไปประกอบอาชีพ ช่วยประเทศชาติในด้านใด?
เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติเข้าร่วม อบรมฟรี กล้องวงจรปิด มาที่
 mrkai999solarcell(at)gmail.com


แจ้งให้ทราบถึงผลการดำเนินการ หรือยินยันสำรองที่นั่ง

Mrkai999 Academy
Line
(at)fsh9278q
https://page.line.me/fsh9278q


สอบถาม ทาง inbox
https://www.facebook.com/wirat.solarcell
hotline
06-1404-8882

53
พพ.รุดสอบข้อเท็จจริงโครงการติดตั้งโคมไฟไฟโซล่าเซลล์บนถนนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยันเสียหายเพียง 4% หลอดไฟเสียหาย-ถูกทำลาย-โขมย "ศอ.บต." เร่งแก้ไข


นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
หรือ พพ.เปิดเผยว่า จากกรณีมีประชาชนร้องเรียนผ่านสื่อและมีการนำเสนอถึงการดำเนินโครงการติดตั้งโคมไฟส่องสว่างด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความมั่นคงในพื้นที่3จังหวัดชายแดนใต้ ที่ทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)ได้รับงบสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานว่าโคมไฟมีปัญหาติดๆดับๆมีสภาพการใช้งานจริงเพียง 20% ล่าสุดได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าโครงการดังกล่าวมีการติดตั้งโคมไฟโซล่าเซลล์และใช้งานจำนวนทั้งสิ้น 14,318 ชุด สถานะปัจุบันทางศอ.บต.ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วมีโคมไฟส่องสว่างที่เสียหายอันเนื่องมาจากหลอดถูกทำลายหรือหลอดถูกขโมย จำนวน 531 ชุด หรือคิดเป็นประมาณ 4% ซึ่งทาง ศอ.บต.แจ้งว่าจะเร่งดำเนินการแก้ไข ต่อไป



ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้อาจไม่เหมาะสมกับพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เนื่องจากมีฝนตกชุก แสงแดดน้อยนั้น จากข้อมูลแผนที่ศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย ปี 2552 พบว่าพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เช่น จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มีศักยภาพความเข้มแสงอาทิตย์รายวันเฉลี่ยประมาณ 17.43, 18.09 และ 17.66 เมกะจูล/ตางรางเมตร/วัน MJ/m2.day ตามลำดับ

ขณะที่ค่าความเข้มแสงอาทิตย์รายวันเฉลี่ยของประเทศไทยประมาณ 18.0 MJ/m2.dayและในพื้นที่ที่มีค่าความเข้มแสงอาทิตย์สูงเช่นพื้นที่เขตภาคตะวันเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดศรีสะเกษ ประมาณ 18.25 MJ/m2.day ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่า พื้นที่ชายแดนภาคใต้มีค่าความเข้มแสงอาทิตย์ที่อยู่ในเกณฑ์สูงเหมาะสมกับการประยุกต์ใช้ระบบโซล่าเซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้า ถึงแม้จะมีค่าต่ำกว่าพื้นที่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือเล็กน้อยแต่ก็มิได้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ และหากเทียบกับต่างประเทศที่มีการส่งเสริมการใช้เซลล์แสงอาทิตย์ ค่าความเข้มแสงอาทิตย์เฉลี่ยในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ยังมีค่าสูงกว่าหลายประเทศ

ทั้งนี้โครงการติดตั้งโคมไฟส่องสว่างแบบโซล่าเซลล์นี้ เป็นของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ได้รับงบประมาณอุดหนุนจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงานประมาณ 1,000 ล้านบาทเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 2557 วัตถุประสงค์ของโครงการนี้ เน้นไปที่การสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยติดตั้งโคมไฟส่องสว่างในจุดที่ล่อแหลม สองข้างทางมีแสงสว่างไม่เพียงพอ ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมาแล้ว ยังช่วยในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งการลาดตระเวน และเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ด้วย

54

กกพ. ออกประกาศปรับปรุงข้อมูลศักยภาพของระบบไฟฟ้า โครงการโซล่าฟาร์ม กลุ่มราชการและสหกรณ์การเกษตร ระยะที่ 2

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า เนื่องจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ขอปรับปรุงข้อมูลศักยภาพของระบบไฟฟ้าของโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลการจัดสรรการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทดแทนเชิงพื้นที่ ซึ่งจัดทำโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน โดยยกเลิกข้อมูลศักยภาพของระบบไฟฟ้าในภาคตะวันออก Zone E2 และปรับปรุงข้อมูลศักยภาพของระบบไฟฟ้าในภาคเหนือ Zone N5 จากเดิม 5 เมกะวัตต์ เป็น 15 เมกะวัตต์ แทน ทั้งนี้ กกพ. ได้ออกประกาศในโครงการนี้ เป็นฉบับที่ 2 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 ซึ่งได้นำเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงาน กกพ. แล้ว

ขณะที่ความพร้อมการจัดประชุมชี้แจงโครงการ กกพ. ได้กำหนดจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม 2560 เวลา 08.00 - 12.00 น. ณ ห้องคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ (ชั้น 4) อาคารคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ผู้ประสงค์จะเป็นเจ้าของโครงการ รวมถึงผู้ร่วมลงทุนโครงการ และผู้สนับสนุนโครงการ ได้รับทราบความก้าวหน้า รายละเอียดของหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินงาน และที่สำคัญเพื่อให้มีความเข้าใจและมีข้อมูลพร้อมที่จะสามารถวางแผนการทำงานเพื่อเตรียมการเข้ามายื่นคำขอเป็นเจ้าของโครงการได้ต่อไป

55
สวัสดีค่ะ วันนี้หนูได้รับเมลล์จากระบบที่สมัครไป แต่ก้อไม่เข้าใจขั้นตอนค่ะ คืออยากจะดูว่าที่สมัครไว้ได้อบรมหรือไม่ อย่างไร จะอบรมสองคนค่ะ ต้องทำอย่างไรต่อคะ

แจ้งขั้นตอนให้ทราบทางเมล แล้วครับทำตามได้เลย

56


คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ออกประกาศ จัดหาไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน หรือโซลาร์ฟาร์ม สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร ระยะที่ 2 จำนวนไม่เกิน 219 เมกะวัตต์ ในอัตรารับซื้อแบบ FiT 4.12 บาทต่อหน่วย25ปี  โดยเปิดให้ยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้า29พ.ค.-2มิ.ย. และใช้วิธีจับสลากคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ คาด ประกาศรายชื่อผู้ผ่านพิจารณาสุดท้าย3พ.ย.2560 ขีดเส้นจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์(SCOD)ไม่เกินวันที่30 มิ.ย.2561   ซึ่งจะมีการนัดประชุมชี้แจงรายละเอียดโครงการแก่ผู้สนใจลงทุน 15 พ.ค.นี้

กกพ.โดยนายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานกกพ.ได้ลงนามในประกาศจัดหาไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน หรือโซลาร์ฟาร์ม สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร พ.ศ.2560 เมื่อวันที่28เม.ย.2560 ที่ผ่านมา และมีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานกกพ. www.erc.or.th ในวันเดียวกัน มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2560 

โดยสาระสำคัญในประกาศดังกล่าวระบุว่า กกพ.จะกำกับการจัดหาไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบFiT โดยมีปริมาณไฟฟ้ารวมทุกเขตพื้นที่ไม่เกิน 219 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการในส่วนหน่วยงานราชการไม่เกิน100 เมกะวัตต์ และส่วนของสหกรณ์ภาคการเกษตร อีกจำนวน119 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นจำนวนที่คงเหลือจากการจัดหาในระยะที่ 1  โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2561

ทั้งนี้ในส่วนของสหกรณ์ภาคการเกษตร จะเปิดพื้นที่รับซื้อเพียงแค่3ภาค คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 50 เมกะวัตต์ ภาคใต้50 เมกะวัตต์ ภาคเหนือ19 เมกะวัตต์    ส่วนโครงการในส่วนหน่วยงานราชการนั้น  แบ่งเป็นกรุงเทพและปริมณฑล 25เมกะวัตต์ ภาคกลาง5 เมกะวัตต์ ภาคเหนือ 5 เมกะวัตต์ ภาคตะวันตก15 เมกะวัตต์   ภาคตะวันออก 10 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 เมกะวัตต์ และภาคใต้ 20 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ หน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร สามารถเสนอได้ 1 โครงการ ต่อ 1 ส่วนงานต่อ 1 พื้นที่  มีขนาดกำลังผลิตติดตั้งไม่เกิน 5 เมกะวัตต์ สำหรับอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโครงการนี้มีระยะเวลา 25 ปี และจะได้รับอัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบ FiT ที่ 4.12 บาทต่อหน่วย  ซึ่งจะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายภายในวัน SCOD  ซึ่งต้องทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายใน 120 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผล หากไม่เข้าทำสัญญาภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ถือว่าคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าเป็นอันยกเลิก  และในส่วนของสหกรณ์ภาคการเกษตรและต้องไม่เป็นสหกรณ์ที่ผ่านการคัดเลือกที่มีสิทธิเข้าทำสัญญากับการไฟฟ้าตามประกาศ กกพ. เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2559

สำหรับขั้นตอนในการจัดหาไฟฟ้าจากประกาศดังกล่าว กำหนดระยะเวลาในวันที่ 8-19 พ.ค.2560ให้หน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ประสงค์จะเป็นเจ้าของโครงการ ตรวจสอบจุดเชื่อมโยงระบบไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย คือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง  ส่วนวันที่15พ.ค.2560 ทางกกพ.จะมีการประชุมชี้แจงรายละเอียดของโครงการ และในวันที่29พ.ค.-2มิ.ย.2560 จะเป็นช่วงที่เปิดให้ยื่นคำขอเป็นเจ้าของโครงการ

โดยการพิจารณาคัดเลือกในครั้งนี้ จะแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือขั้นตอนแรก กกพ. จะพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่ประสงค์จะเป็นเจ้าของโครงการรวมถึงความถูกต้อง ครบถ้วนของเอกสาร ศักยภาพระบบไฟฟ้าในเขตพื้นที่ที่ตั้งโครงการ  ซึ่งจะมีการประกาศรายชื่อผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ ในวันที่14 มิ.ย.2560 จากนั้น กกพ. จะใช้วิธีการจับสลาก เพื่อให้ได้ผู้ผ่านการคัดเลือกดำเนินการหาผู้ร่วมลงทุนโครงการของหน่วยงานราชการ หรือผู้สนับสนุนโครงการของสหกรณ์ภาคการเกษตร  ในวันที่ 26มิ.ย.2560 และประกาศรายผลการจับสลากในวันที่28มิ.ย.2560   เพื่อให้ผู้ที่มีรายชื่อ มายื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าในขั้นตอนที่สอง โดย กกพ. จะพิจารณาในรายละเอียดของคุณสมบัติ        ผู้ร่วมลงทุนโครงการและผู้สนับสนุนโครงการ ได้แก่ ที่ตั้งโครงการ ทุนในการดำเนินโครงการ เทคโนโลยีที่ใช้ในการดำเนินโครงการ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง   และคาดว่าจะสามารถประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการพิจารณาได้ในวันที่3ก.พ.2560 และทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในวันที่ 2 มี.ค.2561

อ่านต่อได้ที่
http://energynewscenter.com/index.php/news/detail/718

57
กระทรวงพลังงานมีนโยบายด้านการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในชุมชน เพื่อลดต้นทุนพลังงาน ในกระบวนการผลิตของชุมชน
ที่มีการใช้พลังงานสิ้นเปลือง ไม่ว่าจะเป็นไฟ้ฟ้า ฟืน ถ่าน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)
ในกระบวนการทอด นึ่ง อบแห้ง คั่ว ต้ม กลั่น โดยส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน เพื่อต่อยอดสู่การเพิ่มมูลค่าผลผลิต เพิ่มคุณภาพ และส่งเสริมด้านการตลาด โดยสร้างต้นแบบความร่วมมือ ระหว่างสำนักงานพลังงานจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล และอาสาสมัครพลังงานชุมชน (อส.พน.) ให้ประชาชนผู้ประกอบการในพื้นที่ ผ่านโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากด้วยการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนลดใช้พลังงาน โดยจะเน้นสำรวจกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขนาดย่อมและขนาดจิ๋วของชุมชน (SMCE -Small and Micro Community Enterprise) และ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เป็นหลัก

ได้ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว โดยสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนให้กับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดระยอง ซึ่งก็คือ กลุ่มท่องเที่ยวประแสโฮมสเตย์ ตำบลปากน้ำประแส อำเภอแกลง โดยในกลุ่มดังกล่าวได้มีการจัดทำผลิตภัณฑ์สมุนไพรชาใบขลู่ ซึ่งเป็นสินค้ามีชื่อของท้องถิ่นไว้จำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักที่โฮมสเตย์ เพื่อเป็นรายได้เสริมจากการการท่องเที่ยว ซึ่งแต่เดิมก่อนที่จะเข้าไปส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ชุมชนต้องเสียทั้งเวลาและค่าพลังงานในกระบวนการผลิตเป็นจำนวนมาก ทั้งในส่วนของค่า แก๊ส LPG และค่าไฟฟ้าปีละ 16,200 บาท/ปี และเสียเวลาในการตากใบชา 1 วัน อีกทั้งผลิตภัณฑ์ที่ได้กระบวนการผลิตรูปแบบเดิมไม่ค่อยมีคุณภาพมากนัก
แต่ภายหลังจากที่ทางกระทรวงพลังงาน ได้เข้ามาให้การสนับสนุนเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตให้กับชุมชน ได้แก่ ชุดครอบเตาแก๊สประหยัดพลังงาน และอุปกรณ์ในการสร้างโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลง 5,400 บาท/ปี คิดเป็น 33 % หรือเสียค่าพลังงานเพียง 10,800 บาท/ปี นอกจากนี้ ยังสามารถประหยัดเวลาในขั้นตอนการตากใบชาจากการใช้โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ลงมาเหลือเพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้น ที่สำคัญผลิตภัณฑ์ที่ได้ก็มีคุณภาพมากขึ้น เป็นที่นิยมของตลาดนักท่องเที่ยว สามารถสร้างความมั่งคั่ง และยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจชุมชนได้เป็นอย่างดี


อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/iq03/2640344

58
สวัสดีค่ะ ภัคจิรา บุญถึง อยู่จังหวัด ชัยนาท มีความสนใจเรื่องกล้อง cctv ค่ะ


60
กฟผ. เตรียมเสนอ กพช. ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 2,000 เมกะวัตต์ เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าตามแนวทางนายกฯ

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. กล่าวยอมรับว่า การเข้ามาของพลังงานทดแทนอาจทำให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินช่วงปลายแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP 2015 ไม่เกิดขึ้นตามเป้าในปีนี้ กฟผ. จึงเตรียมเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลเพื่อลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage ใน 2 พื้นที่ คือ อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ขนาด 16 เมกะวัตต์ และอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ขนาด 21 เมกะวัตต์ คาดว่าต้องใช้งบลงทุนเมกะวัตต์ละหลายร้อยล้านบาท แต่ กฟผ. และกระทรวงพลังงานต้องเร่งชี้แจงให้ประชาชนรับทราบว่า รัฐจำเป็นต้องเข้ามาลงทุนพลังงานทดแทนเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งอาจทำให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 6 บาทต่อหน่วย เพราะการจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเข้าระบบ จำเป็นต้องลงทุนระบบควบคุม และระบบสำรองพลังงานร่วมด้วย เพราะพลังงานทดแทนเป็นพลังงานที่ยังไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้อย่างมีเสถียรภาพ 

ทั้งนี้ หากจะดำเนินการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเป็นร้อยละ 40 ตามแนวทางของนายกรัฐมนตรี เบื้องต้น กฟผ. ต้องลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนถึง 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งต้องเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าในแผนพีดีพีใหม่ แต่ในระยะสั้นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาก็ยังมีความจำเป็น เพราะในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้จะน้อยกว่าความต้องการใช้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งล่าสุดยังไม่มีความคืบหน้าจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าจะให้เดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่หรือไม่

61


"เอสพีซีจี"ผุดโซลาร์ฟาร์มยุ่น500MW ในปท.จับมือ"เคียวเซร่า"ลุยขายแผงรับแสงบนหลังคา

SPCG ลุยโซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่นอีก 500 เมกะวัตต์ เทเงินลงทุนเพิ่มอีก 4,000 ล้านบาท หลังโอกาสทำโรงไฟฟ้าโซล่าฟาร์มในไทยเริ่มน้อยลง เหตุรัฐบาลยังไม่ประกาศรับซื้อไฟเพิ่ม ส่งผลให้ต้องหันมาทำตลาดโซลาร์รูฟท็อปที่อยู่อาศัย-โรงงานอุตสาหกรรม ด้วยการส่งทีมเซลส์เข้าไปเจาะตลาดรายโรงงาน ตั้งเป้าปีนี้บริษัทมีรายได้รวม 6,000 ล้านบาท

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงการดำเนินการของบริษัทว่า บริษัทมีแผนจะขยายกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) ในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเป็น 500 เมกะวัตต์ (MW) ภายในช่วง 2 ปีนี้ (2560-2561) จากปัจจุบันที่บริษัทเข้าไปดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มใกล้กับอุทยานภูเขาไฟไดเซนจำนวน 30 MW โดยร่วมกับบริษัทเคียวเซร่า ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ชั้นนำของโลก (เคียวเซร่า คอร์ปอเรชั่น ถือหุ้นใน SPCG 1.46%)

"โซล่าฟาร์มที่ไดเซนค่อนข้างประสบความสำเร็จและกำลังอยู่ในระหว่างเตรียมลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(COD)คาดว่า SPCG จะต้องใช้เงินลงทุนอีกประมาณ 2,000-4,000 ล้านบาท (จากมูลค่ารวมโครงการที่ 50,000-60,000 ล้านบาท)"

โดยความน่าสนใจของตลาดพลังงานในญี่ปุ่นอยู่ที่

1) รัฐบาลญี่ปุ่นมีความชัดเจนด้านนโยบายที่ต้องการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอีก 60,000 MW โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อมาทดแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ต้องหยุดเดินเครื่องหลังจากเกิดเหตุการณ์โรงไฟฟ้าฟูกูชิมา

2) อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Feed in Tariff หรือ FiT ของญี่ปุ่นค่อนข้างจูงใจ หรืออยู่ที่ประมาณ 21-26 เยน/หน่วย จากเดิมที่เคยให้ราคารับซื้อไฟฟ้าสูงสุดถึง 46 เยน/หน่วย และ

3) กฎหมายที่เอื้อต่อการลงทุนของประเทศญี่ปุ่นแม้ว่าอัตราค่าไฟฟ้า FiT ในประเทศญี่ปุ่นจะ "ลดลง" ในแต่ละปี แต่ SPCG ประเมินแล้วพบว่า "ยังคุ้มค่าที่จะลงทุน" รวมถึงการหาที่ดินเพื่อรองรับโครงการ ซึ่งยอมรับว่าค่อนข้างยาก และที่ดินมีราคาแพงเมื่อเทียบกับการลงทุนในไทย แต่เนื่องจาก SPCG มีพันธมิตรที่ดีและสามารถหาที่ดินมารองรับโครงการโซลาร์ฟาร์มได้

ส่วนคำถามที่ว่า ทำไม SPCG ต้องเบนเข็มไปลงทุนทำโรงไฟฟ้าในต่างประเทศนั้น เป็นเพราะในประเทศยังไม่มีการประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติมในขณะนี้ รวมถึงก่อนหน้านี้ที่มีการประกาศรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร ปรากฏ SPCG ได้ยื่นเสนอโครงการเข้าไป แต่ไม่ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) แต่เชื่อว่าเร็ว ๆ นี้จะมีการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ "โซลาร์รูฟท็อป" และ SPCG ได้แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าว

"ไม่ใช่แค่ SPCG เท่านั้นที่สนใจลงทุนในญี่ปุ่น แต่มีนักลงทุนจากทั่วโลกที่สนใจเข้าไปทำธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจพลังงาน เพราะเงินที่นำเข้าไปลงทุนนั้นปลอดภัยแน่นอน และยังสามารถทำรายได้ สร้างกำไรที่เหมาะสม สิ่งที่ดึงดูดชัดเจนเลยก็คือ นโยบายการรับซื้อไฟฟ้าที่ชัดเจนและมั่นคง ตอนนี้กำลังผลิตใหม่จากโซลาร์เซลล์ในญี่ปุ่นเข้าระบบไปแล้ว 30,000 MW ในขณะที่ประเทศไทยมีพลังงานทดแทนก่อนแต่มีเข้าระบบเพียง 6,000 MW เท่านั้น ฉะนั้น SPCG ยังมีโอกาสอีกมากในตลาดนี้" ดร.วันดีกล่าว

สำหรับการดำเนินงานในประเทศนอกเหนือไปจากธุรกิจโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มจำนวน 36 แห่งรวม 260 MW ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นางสาววันดีกล่าวว่า SPCG ได้ทำตลาดโซลาร์รูฟท็อปมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 โดยจะแบ่งการขายออกเป็น 2 กลุ่มคือ ที่อยู่อาศัย กับ โรงงานอุตสาหกรรม มาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งมีอัตราการขยายตัวและสร้างรายได้ต่อเนื่องจากปีแรกที่ทำรายได้ประมาณ 40 ล้านบาท มาถึงปีนี้คาดการณ์ว่าจะขยับขึ้นมาเป็น 1,500 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมของบริษัทน่าจะอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาทจากปี 2559 มีรายได้รวม 5,544 ล้านบาท (กำไรสุทธิ 2,617.5 ล้านบาท)

"การตลาดโซลาร์รูฟท็อปในกลุ่มที่อยู่อาศัยเราทำร่วมกับ โฮมโปร ส่วนกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมใช้วิธีการส่งเซลส์เข้าไปติดต่อกับโรงงานโดยตรง ในขณะที่โซลาร์รูฟท็อปถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ต้องให้ความรู้ลูกค้าก่อน โดยเราจะช่วยลูกค้าพิจารณารูปแบบการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่เหมาะสมในแต่ละโครงการ สิ่งที่ลูกค้าจะต้องมีคือ เงินลงทุนและเครดิตที่ดี มีการใช้ไฟฟ้าตลอด โครงสร้างหลังคาต้องแข็งแรง และต้องไม่มีเงามาบดบังแผงโซลาร์เซลล์ ที่สำคัญ BOI ได้ให้การสนับสนุนด้วย โดยโรงงานใดที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์สามารถนำเงินลงทุนไปหักกับภาษีเงินได้นิติบุคคลปลายปีสูงสุดที่ 50%" ดร.วันดีกล่าว

ส่วนการลงทุนด้านพลังงานทดแทนประเภทอื่น ๆ นั้น SPCG กำลังอยู่ในระหว่างศึกษาข้อมูลการผลิตไฟฟ้าจากขยะ หากดำเนินการได้จะเป็นประโยชน์กับประเทศมากที่สุด แต่รัฐบาลต้องมีความชัดเจนด้านกฎหมายมากกว่านี้ "อาจทำให้โครงการเกิดขึ้นได้" โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคัดแยกขยะ จำเป็นจะต้องออกกฎหมายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือกำกับดูแล รวมถึงต้องมีมาตรการมาจูงใจเพื่อให้เกิดการคัดแยกขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือน หากดำเนินการได้จะช่วยลดต้นทุนในกรณีที่นำขยะต่าง ๆ ไปต่อยอด เช่น นำไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า

อ่านต่อได้ที่
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493196795

62


"ฟังจากปากคนที่หันมาใช้โซลาเซล"

บางท่านอาจเคยคิดๆ อยากใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ทว่าอีกใจหนึ่งก็กลัวว่าราคาจะแพงและใช้ไม่สะดวก แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่?

เพื่อคลายข้อสงสัยนี้ รายการ Backpack Journalist เทปนี้ นอกจากจะพาไปสำรวจเรื่องราวการใช้พลังงานของไทยในปัจจุบันแล้ว ก็จะพาไปฟังประสบการณ์ตรงของชาวบ้านที่หันมาติดตั้งแผงโซลาเซลที่บ้านด้วยค่ะ ซึ่งมีทั้งบ้านที่ใช้ไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 100% และแบบ 50% คือใช้ร่วมกับไฟจากการไฟฟ้า

เลยอยากชวนทุกท่านไปดูกันค่ะว่า ราคาจะแพงจริงอย่างที่กังวลหรือเปล่า และใช้ยากหรือใช้ง่ายแค่ไหน ชมย้อนหลังที่นี่





63


กฟน. ขยายธุรกิจรุกภาคอุตสาหกรรม จัดสัมมนาธุรกิจบริการระบบไฟฟ้า 4.0

วันนี้ (25 เมษายน 2560) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง สร้างการเติบโตและความเข้มแข็งให้องค์กร ด้วยการจัดสัมมนาในหัวข้อ “ธุรกิจบริการระบบไฟฟ้า 4.0” แนะนำบริการพร้อมโชว์นวัตกรรมการดูแลระบบไฟฟ้าให้แก่ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมทุกขนาดอย่างครบวงจร โดยมี นายธานี ปาริชาติอินทราณี ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวงเป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานราชการ และหน่วยงานเอกชน เข้าร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ รวมกว่า 300 ท่าน ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

นายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจบริการและคุณภาพไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง เปิดเผยว่า กฟน.ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มุ่งมั่นเป็นองค์กรชั้นนำด้านธุรกิจพลังงานไฟฟ้าในระดับสากล ได้มีการพัฒนาคุณภาพงานบริการอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันนอกเหนือจากการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการแล้ว กฟน. ยังได้มีการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งและการเติบโตของ กฟน. ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจที่สำคัญในการนำส่งรายได้เพื่อพัฒนาประเทศ โดยในครั้งนี้ กฟน. ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “ธุรกิจบริการระบบไฟฟ้า 4.0” เพื่อแนะนำบริการด้านระบบไฟฟ้าของ กฟน. แบบครบวงจร ซึ่งปัจจุบัน กฟน. ได้มีการจัดตั้งฝ่ายธุรกิจบริการและคุณภาพไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง เป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านออกแบบ และติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงสูง

บริการด้านระบบไฟฟ้าใต้ดิน บริการด้านบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า บริการด้านวิศวกรรมระบบอาคาร บริการด้านธุรกิจพลังงาน โดยมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผสมผสานกับเครื่องมือและการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการพัฒนาด้านการให้บริการไฟฟ้าแก่ผู้ใช้บริการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ขอรับบริการจึงมีความมั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าจะได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีและปลอดภัย นอกจากนี้ฝ่ายธุรกิจบริการและคุณภาพไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง ยังได้ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar rooftop) ให้แก่หน่วยงานราชการที่สำคัญ เช่น กรมบัญชีกลาง และศูนย์ราชการฯ ซึ่งถือเป็นการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar rooftop) ในหน่วยงานราชการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สำหรับหน่วยงานที่สนใจจะสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือขอรับบริการ สามารถติดต่อขอใช้บริการได้ที่ ฝ่ายธุรกิจบริการและคุณภาพไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง เบอร์โทรศัพท์ 0-2878-5288 ได้ทุกวันและเวลาทำการ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าการไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center โทร 1130 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

**ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.mea.or.th/content/detail/87/2749
หรือ
http://www.facebook.com/METROPOLITAN.ELECTRICITY.AUTHORITY/posts/1719327874761009

64
ขอแนะนำ วิทยากร
ข้อมูลผู้สอน


นายกฤตชัย ภิญโญโสภณ
อ.เบริ์ด      
      
Certificate
•   Network Fundamentals (NECTEC)
•   Network System Administrator Techniques for IT Professional (NECTEC)
•   Troubleshooting TCP / IP Network (NECTEC)
•   Professional Cisco Career Certification (NECTEC)
•   Cyber Defense Initiatives Conference (NECTEC, The Royal Thai Police)
•   OKI System (Thailand) , EPSON  (Thailand)
•   Cisco Borderless Network Part I, II, III  By Cisco Thailand
•   Technology Trend 2011 By Software Park
•   Business Analysis Essentials By Software Park

65

สัมภาษณ์ "อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม" ปลัดกระทรวงพลังงาน

หลังจากรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่ต้องการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้เพิ่มเป็นร้อยละ 40 จากเดิมที่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ของประเทศ หรือ PDP (Power Development Plan) กำหนดเป้าหมายไว้ที่ร้อยละ 30 (19,000 เมกะวัตต์) เท่ากับว่าจะต้องมีกำลังผลิตจากพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 7,000 เมกะวัตต์ นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายกระทรวงพลังงานที่ต้องดำเนินการ ประชาชาติธุรกิจ สัมภาษณ์ "อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม" ปลัดกระทรวงพลังงาน ถึงแผนด้านพลังงานทดแทนต่อจากนี้


- เป้าใหม่ 40% ทำได้หรือไม่


การจะไปถึงเป้าหมายอย่างไรนั้น ต้นทุนของเทคโนโลยีเป็นตัวแปรที่สำคัญมาก อย่างที่เห็นภาพชัดเจนช่วงที่ผ่านมาคือต้นทุนของโซลาร์เซลล์และพลังงานลมลดลงมาค่อนข้างมาก ส่งผลให้ราคารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ลดลงมาอยู่ที่เพียง 4.20 บาท/หน่วย ซึ่งระดับราคาที่ลดลงขนาดนี้ เราก็มั่นใจว่าหากจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนก็ง่ายขึ้น ตามแผนเดิมที่ต้องมีสัดส่วนที่ 30% ของกำลังผลิตติดตั้งรวมนั้น วันนี้มีทั้งที่ผลิตเข้าระบบแล้วและกำลังทยอยเข้ามารวมทั้งสิ้นกว่า 9,000 เมกะวัตต์ ซึ่งสำหรับไทยเองนั้นถือเป็นประเทศที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เรามีประสบการณ์ทั้งโซลาร์ฟาร์มและวินด์ฟาร์มที่ประสบความสำเร็จ มีระบบการบริหารจัดการที่ดี ที่สำคัญคือมีบุคลากรด้านพลังงานที่ดีและมีเอกชนที่มีความแข็งแรงในการลงทุน ดังนั้นหากรัฐบาลจะปรับเป้าหมายพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นอีก ก็สามารถดำเนินการได้




- จะเน้นที่เชื้อเพลิงใด

ตามเป้าหมายของกระทรวงพลังงาน คือ การเน้นให้น้ำหนักไปที่พลังงานชีวมวล ที่ใช้ของเหลือจากภาคเกษตรเป็นหลัก ในช่วงที่ผ่านมาเราซัพพอร์ตทุกโรงและมีการผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเกือบหมดแล้ว ฉะนั้นถ้าเราจะมุ่งส่งเสริมชีวมวลต่อ สิ่งที่เราวางไว้คือจะต้องมุ่งเน้นไปที่การปลูกพืชพลังงานด้วย จะเห็นว่าในปีนี้นโยบายด้านพลังงานทดแทนจะมีการกำหนดเงื่อนไขสำคัญคือเอกชนจะต้องมีแผนการปลูกพืชพลังงานร่วมด้วย ซึ่งนับเป็นความท้าทายของกระทรวงพลังงาน เพราะการปลูกพืชมันต้องเกี่ยวข้องกับเกษตรกร และเกี่ยวเนื่องกับอะไรอีกหลายอย่าง เบื้องต้นได้มีการหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปแล้วถึงเป้าหมายด้านพืชพลังงาน โดยเฉพาะในประเด็นปาล์มน้ำมัน ตามข้อมูลบอกว่าในพื้นที่ภาคใต้มีการปลูกปาล์มอยู่ราว 3.5 ล้านไร่ ในพื้นที่อื่นอีกรวมเป็น 5 ล้านไร่ และเป้าหมายคือจะเพิ่มการปลูกเป็น 7 ล้านไร่ ให้ได้ภายในปี 2579 ซึ่งในพื้นที่เหล่านี้ปลูกเพื่อรองรับการบริโภคไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้ต้องมานั่งดูว่าพื้นที่ที่เหลือจะนำมาซัพพอร์ตด้านพลังงานได้มากน้อยแค่ไหน และนโยบายสำคัญของเราคือจะไม่แย่งพื้นที่ปลูกที่รองรับการบริโภคแน่นอน


และเมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงพลังงานได้ประสานไปยังมหาวิทยาลัยทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ เพื่อให้ศึกษาศักยภาพของพลังงานทดแทนในแต่ละพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร มีศักยภาพพอที่จะพัฒนาการปลูกเพื่อเป็นเชื้อเพลิงหรือไม่ โดยรายละเอียดเบื้องต้นนั้นพบว่าแต่ละพื้นที่มันมีศักยภาพที่แตกต่างกัน หน้าที่ของเราคือการใส่เทคโนโลยี ใส่การวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดให้เป็นพลังงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ว่างอยู่ แต่การจัดสรรที่ดินจะอยู่ที่การพิจารณาของกระทรวงเกษตรฯเป็นหลัก


- จะปรับเงื่อนไขรับซื้อไฟใหม่


ใช่ ต่อไปนี้นโยบายของกระทรวงพลังงานในการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน นอกจากเอกชนจะต้องปลูกพืชพลังงานด้วยแล้วนั้น กระทรวงพลังงานจะเป็นผู้กำหนดพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าให้ด้วย ไปจนถึงเลือกประเภทเชื้อเพลิงให้ หรือพูดง่าย ๆ คือ เราจะเป็นผู้โฟกัสรายละเอียดทั้งหมดให้ จากเดิมที่เคยใช้วิธีการประมูลที่เอกชนจะเป็นผู้เสนอทั้งหมดเอง ซึ่งมีปัญหาค่อนข้างมาก เช่น สายส่งไม่พอรองรับและการแย่งวัตถุดิบกัน ที่สำคัญต่อจากนี้จะมีแผนส่งเสริมพลังงานทดแทนแบบ "รายภาค" ตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ทุกอย่างจะต้องเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบมากขึ้น

อ่านต่อได้ที่
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492272243

66


Solar power tariff may fall below Rs3 per unit after the SECI auction of solar power projects at Bhadla, Rajasthan

New Delhi: India’s solar power prices may be set to fall below those of thermal (coal) energy.

This is based on an expected cost of around Rs2.90 per unit for the solar power projects at Bhadla in Rajasthan that have received 51 bids. This price is less than the average rate of power generated by the coal-fuelled projects of India’s largest power generation utility, NTPC Ltd, at Rs3.20 per unit.

State-run Solar Energy Corporation of India (SECI), which is running the bid process for 750 megawatt (MW) of solar power capacity at two parks, has received bids totalling 8,750 MW. The bidders include some first-time participants in India, such as Saudi Arabia’s Alfanar.

The solar space has already seen a significant decline in tariffs from Rs10.95-12.76 per kilowatt-hour (kWh) in 2010-11. The previous low was Rs3.15 per kWh, bid by France’s Solairedirect SA in an auction last week to set up 250MW of capacity at Kadapa in Andhra Pradesh.

This low was preceded by Rs3.30 per unit quoted for a 750MW project at Rewa in Madhya Pradesh.

Ashvini Kumar, managing director of SECI, credits the Rewa bid with being a tipping point. The structuring in terms of payment guarantee and offtake arrangement was the trigger for the sharp drop in prices and signalled the arrival of the low solar power tariff regime, he explained.

“Prices have been falling and then came RUMS (Rewa Ultra Mega Solar park)...and that kind of created history. There was aggressive bidding. A lot of credit was given to the structuring of the PPAs (power purchase agreements), bids and offtake arrangement, security by state and things like that,” said Kumar.

He added that a sub-Rs3.00 per unit price is possible.

In Bhadla, while Saurya Urja Company of Rajasthan Ltd is developing a 500 MW park, Adani Renewable Energy Park Rajasthan Ltd is developing another of 250 MW capacity. Rajasthan Renewable Energy Corporation Ltd is a joint venture partner in both.

While a total of 24 bids totaling 5,500 MW were received for the 500 MW capacity on offer, the 250 MW park saw 27 bidders totalling 3,250 MW.

After the financial bids are opened within four weeks, a reverse auction process will be run to select the developers.The bidders include Aditya Birla Renewable, Hero Solar, SBG Cleantech One Ltd, ReNew Solar Power Pvt. Ltd, ACME Solar Holdings Pvt. Ltd, Green Infra and Azure Power.

Kumar also attributed the growing bidders’ interest to tripartite agreements (TPAs) between the Reserve Bank of India, the Union government and the state governments, which provided comfort to power producers against payment defaults by state electricity boards (SEBs).

67
กฟผ. ผุดโครงการ ผลิตไฟฟ้าจาก โซล่าเซลล์ วังน้อย


โรงไฟฟ้าวังน้อย เตรียมผุดโครงการ “โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย”
ด้วยขนาดกำลังการผลิต 2.6 เมกะวัตต์ คาดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในเดือนธันวาคม 2561 ใช้ทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันเตากว่าล้านลิตรต่อปีและลดการปล่อย CO2 ในภาคการผลิตไฟฟ้าปีละกว่า 2,143 ตัน เผยเป็นต้นแบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำต่อไป

อ่านต่อได้ที่
http://xn--c3ca1alk7csbac1l4gsae1b8c2dh.com/index.php/topic,1149.0.html

68
เอกชนร่อนหนังสือถึง "อนันตพร" ค้าน กฟผ.ทำพลังงานทดแทนแข่งรายเล็ก2,000MW

ผู้ผลิตไฟฟ้าร่อนหนังสือถึง ก.พลังงาน ค้านโปรเจ็กต์พลังงานทดแทน 2,000 เมกะวัตต์ ของ กฟผ. ชี้หน่วยงานรัฐควรทำหน้าที่ซัพพอร์ตการวิจัยพัฒนา เพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนมากกว่ามาลงทุนแข่งกับเอกชน อาจกระทบต่อต้นทุนเชื้อเพลิงโดยรวมให้ปรับขึ้น ระบุหาก กฟผ.ยังดื้อลงทุน เอกชนจ่อฟ้องศาลแน่

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการพลังงานทดแทนเปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการส่งหนังสือไปยัง พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อขอคัดค้านโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ใน 3 ประเด็น คือ 1) บทบาทหน่วยงานรัฐควรส่งเสริมด้านงานวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทนให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าการลงทุน และควรให้ภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนประเภทต่าง ๆ โดยภาครัฐเป็นผู้เรียกเก็บค่าสัมปทานหรือกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าที่เหมาะสม และหาก กฟผ.เข้ามาทำโครงการพลังงานทดแทนนั้น รัฐจะต้องกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่ "ไม่สูงกว่า" ราคาที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศรับซื้ออยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทำให้ผลตอบแทนการลงทุน (IRR) ของโครงการไม่สูงมากเมื่อเทียบกับเอกชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด "ข้อพิพาท" กับเอกชนที่ดำเนินการอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนน่าจะช่วยประหยัดงบประมาณของภาครัฐในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้



กฟผ.เล็งทำพลังงานทดแทน - หลังจากเจอกระแสต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ.มีนโยบายเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและเตรียมเสนอ ก.พลังงานอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ โดยโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาเช่น โซลาร์เซลล์ลอยน้ำและอื่น ๆ แต่ก็ต้องเจอกระแสต้านจากเอกชนในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนว่าไม่เป็นธรรม เท่ากับว่ารัฐลงแข่งทำธุรกิจกับเอกชน



2) ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 1,000 โครงการ ที่เริ่มดำเนินการไปแล้ว และถือเป็นกลุ่มที่บุกเบิกการใช้พลังงานหมุนเวียนมาผลิตไฟฟ้าในภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาครัฐได้เก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากภาครัฐนำข้อมูลที่เก็บไว้มาประกอบกิจการเสียเองจะมีความได้เปรียบเอกชนในหลายประเด็น ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต จนอาจกระทบต่อราคารับซื้อไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรม จนอาจเกิดข้อพิพาทหรือต้องมีการเปลี่ยนวิธีการให้สนับสนุนด้านราคารับซื้อ ซึ่งสุดท้ายต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะต้องส่งผ่านไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า 3) ตามที่ภาครัฐอาจจะให้ กฟผ.เป็นผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 2,000 เมกะวัตต์นั้น ปัจจุบันการส่งเสริมภาคเอกชนให้ประกอบกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนยังมีปัญหาหลายด้าน เช่น การกำหนดอัตราราคารับซื้อที่เหมาะสมและเป็นธรรม รวมถึงปัญหาเรื่องสายส่งไฟฟ้าที่ยังไม่สามารถรับกำลังผลิตใหม่ ๆ เข้าระบบได้ ฉะนั้นหากภาครัฐนำงบประมาณที่คาดว่าจะให้ กฟผ.เป็นผู้ลงทุนในพลังงานทดแทนกว่า 200,000 ล้านบาท มาใช้พัฒนาและแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น น่าจะเกิดผลดีมากกว่า

อ่านต่อได้ที่
ประชาชาติธุรกิจ
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492272465


69
ตลาดฯ mai ดึงธุรกิจพลังงานระดมทุน หลังผู้ประกอบการมีศักยภาพเพียบ ชี้เป็นธุรกิจสดใสมีรายได้แน่นอน ความเสี่ยงต่ำ

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีแนวคิดที่จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาบริษัทพลังงาน ทั้งพลังงานทดแทนและพลังงานอื่น โดยมีเป้าหมายในการนำบริษัทพลังงานเข้ามาระดมในตลาดฯ เอ็มเอไอ เนื่องจากมีหลายบริษัทที่มีศักยภาพ ประกอบกับทิศทางของธุรกิจที่มีแนวโน้มสดใส ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล และไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งคาดว่าในเร็วๆ นี้ จะมีความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางในการส่งเสริมการเข้าตลาดฯ เอ็มเอไอ

ทั้งนี้ ในปัจจุบันธุรกิจพลังงานเปิดกิจการต่อเนื่อง ทั้งจากบริษัทที่เกิดใหม่ และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ ตั้งบริษัทย่อยขึ้นมาเพื่อเพิ่มช่องทางในการหารายได้ด้านอื่นๆ เนื่องจากธุรกิจพลังงานทดแทนมีความเสี่ยงต่ำและมีรายได้ที่ชัดเจน

“ปัจจุบัน บจ.จำนวนมากมีแผนในการเพิ่มช่องทางรายได้ใหม่ๆ ซึ่งธุรกิจพลังงานทดแทนเป็นธุรกิจที่มีความสนใจในระดับต้นๆ เนื่องจากมีรายได้ที่แน่นอน รวมถึงความเสี่ยงต่ำและการใช้เทคโนโลยีมาดำเนินในกิจการก็ไม่แพง ขณะที่ธุรกิจพลังงานทดแทนที่ไม่ได้เป็นบริษัทลูกของ บจ.ก็มีจำนวนมากเหมือนกันที่มีศักยภาพ ดังนั้นตลาดเอ็มเอไอมีแนวคิดจะส่งเสริมกลุ่มนี้เข้าระดมทุนในตลาดฯ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและขยายธุรกิจ”.

70

JA Solar Holdings Co., Ltd is a world leading manufacturer of high-performance solar power products that convert sunlight into electricity, for residential, commercial and utility-scale power generation. The company was founded in May 2005 and publicly listed on the NASDAQ in February 2007. JA Solar, the world’s top cell producer since 2010, has firmly established itself as a leading module supplier. Capitalizing on its strength in solar cell technology, it is committed to provide modules with unparalleled conversion efficiency, yield efficiency, and reliability to enable customers to maximize the returns of their PV projects. JA Solar adopts a selective vertical integration model, covering silicon wafer, cell and module production, as well as photovoltaic power plant investment, development, construction, operation and maintenance. It has eleven production facilities worldwide. Its silicon wafer, cell and module production capacity has reached 2.5GW, 5.5GW and 5.5GW respectively. To date, JA Solar has a cumulative shipment of over 20 GW. With its leading industry experience, continuous effort on R&D, customer-oriented service and sound financial conditions, JA Solar is your most trustworthy long-term partner.
 

71

JA Solar Holdings Co., Ltd. ผู้ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประกาศว่า บริษัทได้ส่งมอบโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ให้อินเดียไปแล้ว 1 กิกะวัตต์ ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ราว 1.7 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 1.47 ล้านตันต่อปี ทั้งนี้ ยอดส่งมอบในปี 2559 คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดมหาศาลในอินเดีย และบริษัทมั่นใจว่าจะยังคงครองส่วนแบ่งตลาดในไตรมาสแรกของปี 2560


ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา JA Solar ได้ขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วในตลาดอินเดีย ผ่านการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับนักพัฒนาในท้องถิ่น บริษัทผู้ให้บริการด้านวิศวกรรม การจัดซื้อ และการก่อสร้างแบบเบ็ดเสร็จ (EPC) ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ตลอดจนพาร์ทเนอร์สำคัญรายอื่นๆ JA Solar เชื่อว่าโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีคุณภาพสูงเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทได้รับการยอมรับจากพาร์ทเนอร์และลูกค้า ซึ่งคุณภาพของผลิตภัณฑ์ก็มาจากสายการผลิตอันทันสมัยรวมถึงศูนย์วิจัยและพัฒนาที่มีความครอบคลุม อันจะเห็นได้จากการที่ JA Solar เป็นบริษัทแรกในโลกที่ใช้เทคโนโลยี double-printing กับทุกสายการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ นอกจากนี้ โมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ทั้งหมดของบริษัทที่ผลิตในปริมาณมากยังผ่านการทดสอบการต้านทานการเสื่อมสภาพ (PID) ในระดับ double 85 ขณะเดียวกัน ส่วนประกอบคุณภาพเยี่ยมยังช่วยให้โมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ของบริษัทผ่านการทดสอบความทนทานต่อสภาพแวดล้อมและความน่าเชื่อถือในระยะยาว โดยโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ของ JA Solar แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพอันโดดเด่นในสภาพแวดล้อมสุดหฤโหดของอินเดีย

คุณเป๋าฟาง จิน ประธานกรรมการและซีอีโอของ JA Solar กล่าวว่า "อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และ JA Solar ก็พร้อมเดินหน้าคว้าส่วนแบ่งตลาดในประเทศนี้ เรายังคงให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาซึ่งจะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ของเรา เพื่อส่งมอบโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีความน่าเชื่อถือและบริการอย่างมืออาชีพให้แก่ลูกค้าของเราต่อไป"


JA Solar คือผู้นำของโลกด้านการผลิตซิลิคอนเวเฟอร์ เซลล์แสงอาทิตย์ และโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์สำหรับใช้ในระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และคาดว่ากำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ทั้งสามประเภทจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3 กิกะวัตต์ 7 กิกะวัตต์ และ 6 กิกะวัตต์ตามลำดับ ณ สิ้นปี 2560 ทั้งนี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท JA Solar ได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ไปแล้วกว่า 20 กิกะวัตต์ และดำเนินธุรกิจในกว่า 92 ประเทศทั่วโลก

อ่านต่อได้ที่ :
http://www.ryt9.com/s/anpi/2632590

72
GREEN ขอเวลาตั้งไข่
พลังงานทดแทน & อสังหาริมทรัพย์ งานสร้างอนาคตที่ดี บมจ.กรีน รีซอร์สเซส 'ประทีป อนันตโชติ' ยกมือการันตี พร้อมเดินหน้าเต็มกำลัง

 'ปล่อยสินเชื่อ แก้หนี้ 30 ปี'
ทว่าวันนี้อดีตนายแบงก์ในวัยเกษียณ

ประทีป อนันตโชติ
ขอเปลี่ยนบทบาทเป็นนักธุรกิจ ด้วยการนั่งประจำตำแหน่ง รองประธานกรรมการ บมจ.กรีน รีซอร์สเซส หรือ GREEN (ชื่อเดิมบมจ.เอเชีย คอร์ปอเรท ดีเวลลอปเมนท์ หรือ ACD) ตามคำเชื้อเชิญของประธานกรรมการบริษัท 'พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช' ที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยทำงานแบงก์
ก่อนกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ นำทีมโดย 'ไต้ ชองอี' 'กรวรรณ ใจวันดี' 'ภัทรภร ลิมปนวงศ์แสน' และ พิสุทธิ์ วิริยะเมตตากุล (ทายาท 'ชัยสิทธิ์ วิริยะเมตตากุล' เจ้าของโรงพยาบาลวิภาวดี) เป็นต้น จะเข้ามารื้อโครงสร้างธุรกิจใหม่ยกแผง ในช่วงปลายปี 2556
ด้วยการผันตัวเข้าสู่แวดวงอสังหาริมทรัพย์และพลังงานทดแทน ผ่านการเทคโอเวอร์คอนโดมิเนียม ตักสิลา จังหวัดมหาสารคาม และซื้อหุ้นบริษัท โอริน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในฐานะเจ้าของโครงการคอนโดมิเนียม ออริจินส์ บางมด-พระราม 2
ในอดีตองค์กรแห่งนี้เคยดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สันทนาการ ภายใต้ชื่อ บมจ.ไมด้า-เมดดาลิสท์ เอ็นเธอร์เทนเมนท์ หรือ MME ของ 'เสี่ยโต้ง-กมล เอี้ยวศิวิกูล' เมื่อก่อนหลายคนอาจเคยได้ยินความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 'ชัยสิทธิ์' กับ 'เสี่ยโต้ง' หลังสิบกว่าปีก่อนเคยเปิดคลินิกความงามร่วมกัน
หลังการเข้ามาของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ และก่อนบริษัทจะเปลี่ยนชื่อได้ไม่นาน ราคาหุ้น ACD ถูกมือดีกระชากราคา จากระดับกว่า 1 บาท พุ่งพรวดไปยืน 12 บาท ภายในระยะเวลา 6 เดือน
เหตุการณ์ในครานั้นสร้างความงงงวย!! ให้เหล่าทีมบริหาร 'หุ้นขึ้นได้อย่างไร สตอรี่ก็ไม่มี ผลประกอบการก็ติดลบ' หุ้นใหม่พูดเป็นเสียงเดียวกัน
หลายคนคาดคะเนว่า อาจเป็นฝีมือ 'พระอาจารย์พ.' ที่ขณะนั้นกำลังลากหุ้นพร้อมกันถึง 4 ตัว....
'ช่วงตั้งไข่ ไม่จำเป็นอย่ากู้เงิน ดอกเบี้ยขึ้นทุกวัน ถ้ารู้จักใช้เครื่องมือทางการเงินให้เป็นองค์กรจะเติบโตอย่างยั่งยืน' อดีตนายแบงก์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา บอกเช่นนั้นกับ 'กรุงเทพธุรกิจ Biz Week'
ก่อนจะเข้ามาทำงานในบริษัทแห่งนี้ในปี 2557 ชีวิตมุนษย์เงินเดือนของ 'ประทีป' โลดแล่นอยู่ในวงการบัตรเครดิตการ์ดมากว่าสิบปี งานแห่งแรกเกิดขึ้นในบริษัท อเมริกัน เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย จำกัด หลังเรียนจบคณะบัญชี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC)
จากนั้นก็เข้ามาฝังตัวอยู่แบงก์กรุงศรีอยุธยา ในปี 2530 ผ่านมา 2 ปี ผู้ใหญ่สั่งให้ย้ายสายไปนั่งตำแหน่งผู้จัดการสาขาราษฎร์บูรณะ สาขาสุดท้ายในวงการแบงก์ คือ ศรีนครินทร์
โจทย์แรกที่ต้องเร่งมือทำใน GREEN คือ ล้างขาดทุนสะสม 500 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายในต้นปี 2560 ด้วยการนำส่วนต่างจากการขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม (Right Offering) มาล้างขาดทุนสะสม...
๐5 ปี 20 เมกะวัตต์ แผนโซลาร์ฟาร์ม
'ประทีป' เล่าว่า จากนี้บริษัทจะมีรายได้หลักมาจาก 2 ส่วน คือ พลังงานทดแทน และอสังหาริมทรัพย์ น้ำหนักส่วนใหญ่อาจถูกเทไปทางพลังงานทดแทน สอดคล้องกับแผนธุรกิจใน ปี 2560 ที่ต้องการเห็นสัดส่วนรายได้รวม 60:40 ตามลำดับ ก่อนจะเด้งขึ้นสู่ระดับ 70% ในปีถัดไป ซึ่งธุรกิจไฟฟ้าจะดำเนินการ ภายใต้บริษัทย่อย 'เอซีดี เอ็นเนอร์ยี่'
เป้าหมายของธุรกิจไฟฟ้า คือ ต้องมีกำลังการผลิตในมือเฉลี่ย 5-7 เมกะวัตต์ ภายในปี 2559 ล่าสุดบริษัทได้เซ็นสัญญาเอ็มโอยูกับบริษัทที่ผ่านการคัดเลือกและมีสิทธิเข้าทำสัญญากับการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) ของสหกรณ์การเกษตร ระยะที่ 1 จำนวน 2 เมกะวัตต์ (แอบบอกชื่อพันธมิตร)
หากไม่มีอะไรผิดพลาด บริษัทจะเข้าถือหุ้นส่วนหนึ่ง เพื่อร่วมกันทำโซลาร์ฟาร์ม ก่อนจะขอซื้อทั้งหมดในอนาคต
ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างดีลกับบริษัทแห่งหนึ่ง ที่ผ่านการคัดเลือกของสหกรณ์การเกษตรจำนวน 5 เมกะวัตต์ โดยทั้งสองบริษัทแสดงความจำนงชัดเจนว่า ต้องการพันธมิตรร่วมลงทุน เพราะไม่มีเงินทุนเพียงพอต่อการทำโปรเจค ซึ่งการลงทุนก่อสร้างโซลาร์ฟาร์มค่อนข้างจะใช้เงินสูงเฉลี่ย 1 เมกะวัตต์ 50 ล้านบาท
ล่าสุดเพิ่งเซ็นสัญญาเอ็มโอยูกับบริษัทรับกำจัดกากอุตสาหกรรมย่านปากน้ำ เบื้องต้น อยู่ระหว่างศึกษาการเปลี่ยนรูปแบบกำจัดขยะ จากแบบกลบฝังเป็นแบบเผา หากผลศึกษาพบว่า “คุ้มค่า” อาจต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อซื้อเตาเผา เรื่องนี้อาจเคาะได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2559
ขณะเดียวกันบริษัทดังกล่าวยังอยู่ระหว่างขอต่อใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า จากการเผาขยะอุตสาหรรม หลังใบอนุญาตหมดอายุไปในปี 2555 หากทางการอนุมัติอาจจับมือกันก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งจะใช้เงินลงทุนไม่สูงเท่าไหร่นัก แค่หลับสิบล้านบาท แต่โครงการจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ขึ้นไป เรื่องที่ดินไม่ต้องห่วงบริษัทแห่งนี้มีที่พื้นที่กว่า 500 ไร่
'กำลังคุยกับเจ้าของโรงไฟฟ้าไบโอแก๊ส จังหวัดศรีสะเกษ กำลังการผลิต 1 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุน 30 ล้านบาท เขาอยากขาย หากผลศึกษาคุ้มค่าก็อาจซื้อ'
เบื้องต้นวางกรอบเงินลงทุนในช่วง 2 ปีข้างหน้าที่ระดับ 800 ล้านบาท นักลงทุนไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเงิน ปัจจุบันบริษัทมีเงินสดที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม ประมาณ 250 ล้านบาท และยังมีเงินจากการแปลงใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหุ้นสามัญ GREEN - W2 อีกประมาณ 120 ล้านบาท
ที่สำคัญองค์กรแห่งนี้แทบไม่มีหนี้ สะท้อนผ่านตัวเลขหนี้สิน ณ วันที่ 30 มิ.ย.2559 ที่อยู่ระดับ 112 ล้านบาท ฉะนั้นหากจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากสามารถกู้แบงก์ได้อีก เราตั้งใจจะกู้เงินมาทำโครงการพลังงานทดแทนเพียง 20% ของมูลค่าโครงการเท่านั้น
'ภายใน 5 ปีข้างหน้า ต้องมีกำลังการผลิตโซลาร์ฟาร์ม 20 เมกะวัตต์ แต่ภายในปี 2560 บริษัทต้องจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นให้ได้ก่อน หลังหยุดจ่ายเงินปันผลมากแล้ว 12ปี'
๐เร่งระบายสต็อกเก่า
รองประธานกรรมการ เล่าแผนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ฟังว่า ตามแผนไม่ต้องการหาโครงการใหม่ เพราะต้องการระบายของเก่าให้หมดก่อน ปัจจุบันมีโครงการอยู่ในมือ 2 แห่ง คือ โครงการคอนโดมิเนียม ตักสิลา จังหวัดมหาสารคาม และโครงการคอนโดมิเนียม ออริจินส์ บางมด-พระราม 2
ในส่วนของโครงการตักสิลา มีทั้งหมด 4 ตึก ตึกละ 75 ห้อง รวม 300 ห้อง หลังซื้อมาด้วยเงิน 140 ล้านบาท (เฉลี่ยมูลค่าตึกละ 32 ล้านบาท) ตั้งใจจะรีโนเวทใหม่ทั้งหมด หวังอิงกระแสตลาดเออีซี ตามโรดแมพของรัฐบาลชุดเก่า
แต่เดินหน้าได้ไม่นาน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภาคอีสานซบเซา ไม่คึกคักเหมือนที่หลายฝ่ายคาดการณ์ แถมยังถูกซ้ำเติม จากภาวะเศรษฐกิจไทยตกต่ำ ทำให้ลูกค้ากู้เงินแบงก์ไม่ผ่าน หลายราย ประกอบกับช่วงนั้นโครงการมีปัญหาเรื่องผู้รับเหมา ทำให้ไม่สามารถปิดการขายได้ภายในปี 2558
ตอนนี้ปัญหาเรื่องผู้รับเหมาได้ข้อสรุปแล้ว ที่ผ่านมาใช้เงินรีโนเวทเฉลี่ยตึกละ 8-9 ล้านบาท รวมมูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท ล่าสุดอยู่ระหว่างวางแผนการตลาดใหม่ยกแผง โดยจะหันมาเน้นเจาะกลุ่มสหกรณ์ครู และสมาชิกสาธารณสุข เป็นต้น ราคาเริ่มต้นที่ 7.5 แสนบาทต่อยูนิต คาดว่าจะปิดการขาย 280 ห้อง ได้ภายในปีนี้ หลังขายได้แล้วประมาณ 20 ห้อง ฉะนั้นอาจรับรู้ยอดขายจากโครงการนี้ประมาณ 200 ล้านบาท
เขา เล่าต่อว่า สำหรับโครงการคอนโดมิเนียมออริจินส์ บางมด-พระราม 2 สูง 19 ชั้น จำนวน 371 ยูนิต ซึ่งเป็นของบริษัท โอริน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด หลัง GREEN นำเงินที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุนบางส่วนไปซื้อหุ้นในบริษัทดังกล่าวต่อจากเจ้าของคนเดิม ก็ได้ทยอยโอนห้องให้ลูกค้าแล้ว 150 ห้อง เหลือขายอีกเพียง 40 ห้อง คาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายในปีนี้
หากสามารถจบการขายได้ตามแผน อาจได้รับเงินทุนบวกกำไรประมาณ 195 ล้านบาท จากทั้งหมด 620 ล้านบาท เนื่องจากต้องนำเงินบางส่วนไปทยอยชำระหนี้สินกับแบงก์ธนชาต ปัจจุบันเหลือหนี้เพียง 100 ล้านบาท จาก 300 ล้านบาท
จากนี้จะเน้นจับมือกับพันธมิตรหรือเทคโอเวอร์กิจการ เพื่อสร้างการเติบโตที่รวดเร็ว โดยจะเน้นทำอสังหาริมทรัพย์ประเภททาวน์เฮ้าส์ระดับล่าง หรือราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ในกรุงเทพและปริมณฑล ซึ่งกลุ่มเป้าหมายวัยทำงานยังพอมีกำลังซื้อ ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจขาลงเช่นนี้
ขณะเดียวกันยังมีแผนจะไปซื้อสินทรัพย์ จากบริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) ก่อนหน้านี้มีโอกาสไปดูโครงการทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยวมาแล้ว 2 แห่ง แถวปทุมธานีแต่โครงการไม่ค่อยน่าสนใจ เพราะมีคนอยู่อาศัยแล้วส่วนหนึ่ง ฉะนั้นหากจะเข้าไปดำเนินการรีโนเวทจะทำได้ยาก อะไรที่ต้องรบกับชาวบ้านขอลาดีกว่า
'ไม่รีบขอดูไปเรื่อยๆ ซื้อสินทรัพย์กับ BAM ใช้เงินไม่สูง ซึ่งการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่คุ้มค่าต้องมีกำไรขั้นต่ำต้อง 17%'
อ่านรายละเอียดต่อได้ที่
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/713447

73
GREEN เปิดตัวผู้ถือหุ้นใหม่ ใหญ่อันดับสอง เป็นผู้บริหารโรงพยาบาลวิภาวดี มองเป็นพันธมิตรวิสัยทัศน์เดียวกัน มุ่งเน้นการพัฒนาด้านการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน เสริมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์


พล.ต.ต.สหัสชัย อินทรสุขศรี ประธานกรรมการบริษัท กรีน รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยว่า การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 เมื่อวันพุธที่ 5 เมษายน 2560 เวลา 10.00 น. ณ ห้องแซฟไฟร์ 101 อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี นั้น ได้มีการเปิดตัวพันธมิตรใหม่ของบริษัท ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองของกรีนฯ คือ นายชัยสิทธิ์ วิริยะเมตตากุล ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มโรงพยาบาลวิภาวดี โดยมองว่ามีวิสัยทัศน์ไปในทางเดียวกัน คือ นอกเหนือจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ GREEN แล้ว ก็ยังควรมองหาธุรกิจอี่นเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านความสม่ำเสมอของรายได้ของบริษัทฯ และเพื่อความยั่งยืนของโลก โดยมีความคิดเห็นตรงกันที่จะมุ่งพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน โดยนายชัยสิทธิ์ ได้แสดงวิสัยทัศน์และแนวทางในการดำเนินธุรกิจให้ผู้ถือหุ้นได้รับทราบ อีกทั้งให้ความเชื่อมั่นว่าจะดำเนินธุรกิจให้สามารถมีผลกำไรและปันผลคืนกลับผู้ถือหุ้นได้แน่นอน ซึ่งได้รับการตอบรับและยอมรับจากกลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ล่าสุด กรีน รีซอร์สเซส ได้แสดงความจำนงในการเข้าร่วมใน โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์มราชการ) ภายใต้โควตาขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก โดยได้ยื่นความจำนงไว้ 2 โครงการ ภายใต้บริษัท กรีน รีซอร์สเซส และบริษัทเอซีดี เอ็นเนอร์ยี่ ซึ่งเป็นบริษัทลูก เพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 5 เมกกะวัตต์ 2 โรง รวมเป็น 10 เมกกะวัตต์ โดยคาดว่าจะได้ทราบผลภายใน 2-3 เดือนนี้

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เข้ามานี้ ก็ยังมีโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 10 เมกกะวัตต์ อยู่ในมือ ซึ่ง GREEN มีความพร้อมที่จะเข้าไปร่วมจับมือกับนายชัยสิทธิ์ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2560

อ่านรายละเอียดต่อได้ที่
http://positioningmag.com/1122504

74


บมจ.บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง (ETE) แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา อนุมัติการยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร ระยะที่ 2 ของกลุ่มบริษัท มีเป้าหมายการเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งสิ้น จำนวน 55 เมกะวัตต์  (MW) ซึ่งคาดว่าจะยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการภายในเดือนพ.ค.2560

พร้อมกันนี้อนุมัติการจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อบริษัท อีทีจี เอนเนอร์จี จำกัด ทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท ถือหุ้นในสัดส่วน 100% เพื่อใช้รองรับในการขยายงานโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ และการประกอบกิจการในธุรกิจด้านพลังงานอื่น ๆ
รวมถึงอนุมัติการลงทุนของบริษัทย่อย โดยมีมติให้บริษัท อีทีอี เมเนจเมนท์ จำกัด บริษัทย่อยซึ่งมีสัดส่วนถือหุ้นจำนวน 99.27% ได้ลงทุนจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อบริษัท โกลว์ เทรดดิ้ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เพื่อประกอบกิจการจัดหาและจัดจำหน่ายสินค้ากลุ่มอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท โดยบริษัท อีทีอี เมเนจเมนท์ จำกัด ถือหุ้น 70% ร่วมกับผู้ถือหุ้นอื่น ซึ่งไม่เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน ถือหุ้น 30%

ที่มา
http://www.ryt9.com/s/iq10/2636670

75


กรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ เล็งเปิดโซลาร์รูฟลอต2 รับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบปลายปี2560

พพ.เผย คนแห่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแตะ 32.75 เมกะวัตต์ จากยอดสมัคร 70 เมกะวัตต์ คาดปลายปีอาจประกาศลอต 2 และอาจขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบได้

นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า จากการติดตามโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) แบบเสรี ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่กระทรวงพลังงานต้องการให้ประชาชน ภาคครัวเรือน ภาคอาคารธุรกิจ สามารถผลิตไฟฟ้าได้เองและใช้เอง โดยหลังจากประกาศเชิญชวนให้เข้าร่วมโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี (ระยะนำร่อง) ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อช่วงปี 2559 ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้สนใจเข้าร่วมสมัครติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเสรีดังกล่าว โดยได้ยื่นแบบคำขอแบบออนไลน์ รวมทั้งสิ้น 788 ราย รวมกำลังการผลิต 70 เมกะวัตต์ และได้รับการพิจารณาอนุมัติโครงการแล้ว รวมจำนวน 358 ราย รวมกำลังการผลิต 32.75 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ ตามประกาศของ กกพ. ที่ประกาศให้ประชาชนได้ร่วมโครงการการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเสรี (ระยะนำร่อง)
100 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 50 เมกะวัตต์ และการไฟฟ้านครหลวง 50 เมกะวัตต์ โดยในส่วนของ กฟภ. มีผู้ติดตั้งทั้งสิ้น 129 ราย รวม 18.85 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น บ้านอยู่อาศัย 42 ราย กำลังผลิต 0.15 เมกะวัตต์ อาคาร 87 ราย กำลังผลิต 18.7 เมกะวัตต์ และ กฟน. มีผู้ติดตั้งทั้งสิ้น 229 ราย รวม 13.9 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น บ้านอยู่อาศัย 124 ราย กำลังผลิต 0.5 เมกะวัตต์ อาคาร 105 ราย กำลังผลิต 13.4 เมกะวัตต์

ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการติดตามประเมินผลจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากโครงการผ่านการประเมินคาดว่า ในช่วงปลายปี 2560 นี้ จะสามารถเปิดโครงการในระยะที่สองได้เพิ่มเติม และมีโอกาสที่ผู้เข้าร่วมโครงการจะสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบได้ ซึ่งจะจูงใจและขยายผลจากวัตถุประสงค์ของโครงการ ที่นอกจากจะช่วยให้กลุ่มบ้าน-อาคารธุรกิจ ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเสรีเพื่อใช้เองแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้จากการผลิตพลังงานทดแทนได้ รวมทั้งช่วยลดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจากระบบหรือพีก (Peak) ช่วยให้ประเทศเกิดความมั่นคงด้านพลังงานมากขึ้น จากการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในระยะยาว

อ่านต่อได้ที่
ประชาชาติธุรกิจ
เศรษฐกิจในประเทศ
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1492943462
 
ภาพประกอบจาก
กุยบุรี ติดตั้งโซล่าเซลล์
https://www.facebook.com/solarcellkuiburi/

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 30