เว็บบอร์ดโซล่าเซลล์ไทยแลนด์ โซล่าปั้ม โซล่ารูฟท็อป Solar cell กังหันลมผลิตไฟฟ้า  พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
11
แบตเตอร์รี / แบตเตอรี่ Deep Cycle คืออะไร ?
« กระทู้ล่าสุด โดย mrkai999 เมื่อ พฤศจิกายน 29, 2017, 09:19:29 AM »
เราทำความเข้าใจ เพื่อศึกษาข้อแตกต่างของแบตนะครับ
ความแตกต่างระหว่างแบตเตอรี่ Deep Cycle และแบตเตอรี่รถยนตร์


แบตเตอรี่ Deep Cycle
คุณสมบัติ
1. เก็บประจุไฟฟ้าได้มาก และสามารถจ่ายไฟได้ต่อเนื่องและยาวนาน
2.เหมาะสำหรับใช้กับระบบไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ เช่นโซล่าเซล ปั้มน้ำดีซี 12/24V
3. แผ่นตะกั่ว ทั้งบวกและลบ จะหนากว่าแบตเตอรี่รถยนตร์ จึงสามารถทนต่อโหลดต่อการจ่ายโหลดได้นานกว่า แบตเตอรี่รถยนตร์
4. เหมาะกับระบบโซล่าเซลและระบบไฟฟ้า 12/24V หรืออุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าต่อเนื่อง อย่างมาก
5. เหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่ใช้กับแบบเตอรี่เป็นอย่างมาก เช่น ปั้มน้ำดีซี 12/24V
6. คุ้มค่ากับแบตเตอรี่รถยนตร์ เมื่อใช้กับระบบโซล่าเซลและปั้มน้ำดีซี 12/24V
7. อายุการใช้งานยาวนานกว่า


แบตเตอรี่รถยนตร์
1. สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ในปริมาณมากๆในช่วงเวลาสั้นๆ เช่น จ่ายไฟฟ้าให้กับมอเตอร์สตาร์ทของรถยนตร์
2. ไม่สามารถจ่ายไฟได้ต่อเนื่องในระยะเวลานานๆ ได้จนแบตหมด แผ่นตะกั่วจะงอ และจะเสียเร็วมาก เช่น เมื่อเราจอดรถยนตร์แล้วลืมปิดไฟหน้ารถ ทำให้ไฟหมด เมื่อเราจั๊มแบตสตาร์ทเครื่องอีกไม่นาน แบตก็จะเสื่อมสภาพ
3. ไม่เหมาะกับระบบโซล่าเซล
4. อายุการใช้งาน น้อยกว่าแบตเตอรี่ Deep Cycle
5. โครงสร้างแผ่นธาตุ เปราะบางกว่า แบตเตอรี่ Deep Cycle
6.เหมาะสมกับอุกปณ์ที่ใช้พลังงานสูงช่วงเวลาสั้นๆ
12
โมร็อกโกเปลี่ยนเมืองสีฟ้า 'เชฟชาอูน' ให้กลายเป็นเมืองสีเขียว



นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างจดจำภาพของ ‘เชฟชาอูน (Chefchaouen)’ ในฐานะเมืองสีฟ้าแห่งทะเลเมดิเตอเรเนียน ตั้งอยู่บนเทือกเขารีฟ ประเทศโมร็อกโก แต่เมืองดังกล่าวกำลังหันไปให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสร้างความยั่งยืนระยะยาว จึงวางแผนพัฒนาเมืองให้กลายเป็นสีเขียวแบบเต็มตัว
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเชฟชาอูนไม่ใช่การทาสีเขียวแค่อาคาร บ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้าง แต่จะเป็นสีเขียวที่ฝังลึกลงในวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ และอุปนิสัยของผู้คน โดยเน้นย้ำเรื่องการดำเนินชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการพัฒนาเมืองที่น่าสนใจ
แม้เชฟชาอูนจะเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต้องการมาชมบ้านเรือนเฉดสีฟ้านับร้อยนับพันหลัง แต่ ‘มูฮัมเมด เซเฟียน’ นายกเทศมนตรีเมืองเชฟชาอูน ซึ่งปัจจุบันดูแลผู้อยู่อาศัยประมาณ 45,000 คน กลับบอกว่า จริง ๆ แล้วเชฟชาอูเริ่มเป็นสีเขียวเมื่อ 7 ปีก่อน เนื่องจากเดือนเมษายนปี 2010 สภาเทศบาลเมืองมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะพัฒนาเชฟชาอูนให้กลายเป็น ‘เมืองยั่งยืนทางนิเวศ’ โดยโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากการร่วมมือกันระหว่างประชาชนกับภาครัฐ และช่วยทำให้เมืองเกิดความแข็งแรงที่สัมผัสได้


“ปัจจุบันเชฟชาอูนยังไม่ใช่เมืองสีเขียวร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่กำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน เพราะเราปรารถนาจะกลายเป็นหนึ่งในเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และหากมองเปรียบเทียบกันในระดับประเทศโมร็อกโก หรือจะเป็นทวีปแอฟริกา เชฟชาอูนถือเป็นเมืองก้าวหน้าที่สุดเรื่องการพัฒนาทางนิเวศ” นายกเทศมนตรีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ทางด้าน ‘เทก อซิส’ พนักงานเทศบาลเมืองวัย 40 ปีเศษ กล่าวว่า ปัจจุบันเขาทำงานตรวจสอบโครงการก่อสร้างภายในเมือง โดยทุกครั้งจะออกเดินทางด้วยจักรยานไฟฟ้า เพราะเป็นวิธีการแสดงความเคารพต่อสภาพแวดล้อม ไม่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ และยังช่วยให้สะดวกสบาย
เร่งสร้างความตระหนักรู้
ล่าสุดเชฟชาอูนเพิ่งเปิดตัวสระว่ายน้ำใหม่ในเขตเทศบาลเมือง มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน และอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ตั้งอยู่ติดกับศูนย์นิเวศวิทยาที่สร้างจากตู้คอนเทนเนอร์รีไซเคิล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาเมืองสีเขียวที่รับการสนับสนุนมาจากสหภาพยุโรป และองค์กรพัฒนาเอกชนอีกหลายแห่ง โดยหนึ่งในนั้นคือ ‘Geres’ กลุ่มอาสาสมัครที่ทำงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากประเทศฝรั่งเศส ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเปลี่ยนเมืองสีฟ้าให้กลายเป็นสีเขียวจากภายใน
“นี่เป็นข้อเรียกร้องของเมือง เรามาสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน และสภาพอากาศ โดยท่ามกลางความคิดริเริ่มต่าง ๆ เราจะทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘ศูนย์ข้อมูลพลังงาน’ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน และการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในหลายพื้นที่ เช่น ห้องสมุดเทศบาล และพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว” เวอร์จิเนีย กาย ผู้ประสานงานโครงการกล่าว
‘ศูนย์ข้อมูลพลังงาน’ จะช่วยอธิบายขั้นตอนพื้นฐานของโครงสร้างเชิงนิเวศ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และประโยชน์ของหลอดไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ซึ่งได้รับความสนใจมากจากหนุ่มสาวที่เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ และเป็นครั้งแรกในโมร็อกโกที่เกิดการทำงานด้านการยกระดับพลังงานในอาคาร และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการออม เพื่อกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ และบุคคล



นอกจากนั้น เชฟชาอูนยังเป็นหนึ่งในสิบสองโลเคชันของเมดิเตอร์เรเนียนตอนใต้ ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากจากโครงการในสหภาพยุโรปไปประมาณ 10 ล้านดีแรห์ม หรือประมาณ 90 ล้านบาท เพื่อประกาศให้เมืองเป็น ‘ต้นแบบการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน’ แต่นายกเทศมนตรียอมรับว่า ทุกสิ่งในเมืองเล็ก ๆ สีฟ้านี้จะยังไม่กลายเป็นสีเขียวแบบสมบูรณ์ เนื่องจากการทิ้งขยะสาธารณะยังไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม เชฟชาอูนกำลังดำเนินการสร้างศูนย์ฝังกลบขยะ และจะเสร็จสิ้นภายในปี 2564 ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้แน่นอน               
หนุนพลังงานหมุนเวียน
ดูเหมือนฟาร์มแสงอาทิตย์ ฟาร์มพลังลม ขนส่งสาธารณะที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี และการห้ามใช้ถุงพลาสติก กำลังกลายเป็นนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศโมร็อกโกต้องรีบดำเนินการให้สำเร็จ เพราะเมื่อปลายปีก่อน สมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 ได้ออกมาการประกาศยุทธศาสตร์เชิงรุกด้านพลังงานสีเขียว และส่งผลให้เมืองมาราเกช ทางตอนใต้ของโมร็อกโก กลายเป็นเจ้าภาพจัดสุดยอดการประชุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 22 โดยมีคณะผู้แทนจากเกือบ 200 ประเทศเข้าร่วม พร้อมตอกย้ำแผนพัฒนาพลังงานทดแทนที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ทว่าในประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรก๊าซธรรมชาติ เป้าหมายใหม่ของโมร็อกโกก็คือ การเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนในประเทศให้แตะระดับ 52 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2573 โดยแบ่งเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ 20 เปอร์เซ็นต์ พลังงานลม 20 เปอร์เซ็นต์ และพลังงานน้ำอีก 12 เปอร์เซ็นต์


ตัวอย่างการตื่นตัวที่เห็นชัดสุด ๆ คือ การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีก่อน โดยใช้ชื่อว่า ‘Noor’ ตั้งอยู่บนทะเลทรายซาฮารา ห่างออกไปจากนอกเมืองวาร์ซาเซตประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นโครงการเรือธงขนาดใหญ่ของกษัตริย์ ขนาดเทียบเท่ากับสนามฟุตบอลมากกว่า 600 แห่ง และเต็มไปด้วยแผ่นกระจกโลหะราวครึ่งล้านหันหน้าออกไปรับดวงอาทิตย์ขณะเคลื่อนผ่านท้องฟ้า ใช้เงินลงทุนไปกว่า 625 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 20,500 ล้านบาท มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 160 เมกะวัตต์ และภายในปี 2018 จะทำหน้าที่จ่ายไฟฟ้าให้ประชาชนได้มากกว่า 1.1 ล้านคน ซึ่งสามารถลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศได้ประมาณ 760,000 ตันต่อปี
แม้จะมีความพยายามสูงในการผลักดันรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่โมร็อกโกก็ยังมีอุปสรรคด้านสิ่งแวดล้อมให้ต้องเผชิญอีกไม่น้อย ดังนั้น ทุกฝ่ายคงต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาต่อไป

ที่มา : AFP

ที่มา
www.voicetv.co.th/read/BkPWcA7gG

Tags: พื้นที่สีเขียว,สิ่งแวดล้อม,นโยบายพลังงาน,พลังงานลม,พลังงานทางเลือก
13


รัฐบาลไทยเตรียมประกาศยกเลิกการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ฉบับเดิมอย่างเป็นทางการ สำหรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.กระบี่ หลังการประชุม ครม.ในวันพรุ่งนี้ (21 ก.พ.) โดยยอมรับเงื่อนไขจัดทำกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และ EHIA ใหม่ แก้ 17 ประเด็น และให้นำมติของคณะผู้ชำนาญการนำมาพิจารณา รวมถึงดำเนินการให้เป็นไปตามข้อคิดเห็นของคณะกรรมการไตรภาคี สรุปให้จัดทำกระบวนการใหม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม บีบีซีไทยพาไปอ่านรายงานเรื่องแนวโน้มพลังงานของโลก

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ระบุในรายงานที่เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2558 ว่าขณะนี้โลกมีขีดความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งได้จากพลังงานหมุนเวียนมากกว่าจากถ่านหินแล้ว โดยนายฟาทีห์ ไบรอล ผู้อำนวยการ ไออีเอ ชี้ว่าพลังงานหมุนเวียนกำลังเป็นตัวนำพลิกโฉมตลาดพลังงาน
รายงานของไออีเอชี้ว่าในปี 2558 ทั่วโลกมีการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ราวครึ่งล้านแผง ทุกวัน ขณะที่จีนติดตั้งกังหันลม 2 อัน ทุก ๆ ชั่วโมง

แอนดรูว์ วอล์คเกอร์ ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจของบีบีซี รายงานว่าแหล่งพลังงานหมุนเวียนอย่างลม แสงอาทิตย์ และน้ำ ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ อย่างไรก็ดี พลังงานหมุนเวียนซึ่งต้องพึ่งพิงแหล่งพลังงานอย่างแสงอาทิตย์ หรือแรงลมไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดทั้งปีเหมือนถ่านหิน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เกิดขึ้นจริง จะไม่มากเท่าขีดความสามารถที่มีอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งนี้ถือเป็นพัฒนาการที่โดดเด่น

อ่านต่อได้ที่
http://www.bbc.com/thai/international-39027980
14


สู่การเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป: เราจะอยู่กับ disruptive technology อย่างไร

ด้วยสถานการณ์แนวโน้มต้นทุนของแผงโซลาร์ที่ลดต่ำลงมาก และประเทศไทยมีความเข้มแสงสูง ทำให้การติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง (โซลาร์รูฟท็อป) ในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวทางช่วยลดค่าไฟแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าและสอดคล้องกับความพยายามลดก๊าซเรือนกระจกในระดับนานาชาติ 

แม้ว่าการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะช่วยลดค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านเรือนและอาคาร ลดความต้องการไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดก๊าซเรือนกระจก แต่การผลิตไฟฟ้าใช้เองจากโซลาร์รูฟท็อปก็อาจพลิกโฉมรูปแบบธุรกิจอุตสาหกรรมไฟฟ้าในอนาคต อันจะส่งผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ ต่อการไฟฟ้าและผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคนด้วยเช่นกัน โดยประเด็นหนึ่งที่อยู่ในความสนใจคือความไม่แน่นอนของแสงแดด ทำผู้ดูแลระบบไฟฟ้าต้องเตรียมระบบผลิต/สำรองไฟฟ้าและสายส่งให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น และข้อกังวลเรื่องต้นทุนการดูแลระบบสายส่งสายจำหน่ายที่อาจจะไม่ลดลงในขณะที่รายได้จากการขายไฟฟ้าลดลงเพราะการผลิตไฟฟ้าใช้เอง

ทีดีอาร์ไอ จึงจัดงานเสวนา สู่การเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป: เราจะอยู่กับ disruptive technology อย่างไร (ในวันอังคารที่ 11 ก.ค. 2560) เพื่อชวนสังคม ผู้กำหนดนโยบาย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมแลกเปลี่ยนและทำความเข้าใจถึงประโยชน์และต้นทุนของโซลาร์รูฟท็อป รวมไปถึงแนวทางการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน และรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะเกิดจาก disruptive technology ได้อย่างทันท่วงที

นำเสนอการศึกษา เรื่อง “โซลาร์รูฟท็อปกับการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจไฟฟ้า”
โดย ดร.วิชสิณี วิบุลผลประเสริฐ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ


เสวนา “เปิดเสรี หรือล้อมกรอบ โซลาร์รูฟท็อป: เราจะอยู่กับ disruptive     technology อย่างไร?”

ผู้ร่วมเสวนา 
1) คุณวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน 

2) รศ.ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ

3) คุณสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

4) ผศ. ดร. เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)
15


จับตาแผนส่งเสริมโซลาร์เซลล์ 6,000 เมกะวัตต์ หวั่นสร้างขยะ 7.5 แสนตัน ใน 25 ปี ดันแจ้งเกิดโรงงาน รีไซเคิลรองรับ นายเผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เปิดเผยในเวทีเสวนา

นายเผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เปิดเผยในเวทีเสวนา เรื่อง "แนวทางการจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์ของภาคอุตสาหกรรม" ว่าจากการที่ไทยมี นโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) จำนวน 6,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579 เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน แต่ขณะเดียวกันจากการประเมินการติดตั้งจะเกิดซากแผงโซลาร์เซลล์สะสมหรือของเสียสูงถึง 7.5 แสนตัน หลังหมดอายุการใช้ งานในอีก 25 ปีข้างหน้า ซึ่งแผงโซลาร์เซลล์ มีทั้งส่วนที่ไม่เป็นอันตรายและส่วนที่เป็นโลหะหนักอันจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นต้องเตรียมพร้อมหาแนวทางจัดการแผงโซลาร์เซลล์แสงอาทิตย์ที่หมดอายุอย่าง เหมาะสม

นายเอกบุตร อุดมพงศ์ วิศวกรชำนาญการพิเศษ สำนักบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า กรอ.ได้จัดทำแผนแม่บทการจัดการซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ : เซลล์แสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เพื่อที่ จะกำหนดแนวทางการจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุ ยอมรับว่าวิธีทำลายยังคงใช้วิธีฝังกลบดีที่สุด เพราะยังไม่มีทางเลือกอื่น แม้ว่าการนำมารีไซเคิลจะเป็นวิธีที่ดีกว่า แต่ก็ยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุนจนกว่าจะมีแผงโซลาร์หมดอายุที่มากพอ ขณะนี้มีแผงที่เสียหายและเป็นขยะโดยมีการขออนุญาตไปฝังกลบแล้ว 246 ตัน ล่าสุดมีเอกชนมายื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานรีไซเคิลขยะจากโซลาร์เซลล์กับ กรอ.แล้ว ซึ่งจะเป็นโรงงานแห่งแรกในไทย
รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดการตั้งโรงงานรีไซเคิลได้ โดยอยู่ระหว่างการเจรจาสัดส่วนการร่วมทุนระหว่าง นักธุรกิจไทยกับจีนเพื่อตั้งโรงงานรีไซเคิลแห่งแรกในไทยที่จะได้ยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการกับ กรอ.ไปแล้ว และเตรียมจะขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) คาดว่าจะสรุปความชัดเจน ต้นปี 2561 และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้กลางปี 2561 โดยมองพื้นที่ตั้งไว้ที่ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) คาดว่า จะใช้เงินลงทุนเพื่อดำเนินการเฟสแรก 60 ล้านบาท

อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/biz/gov/527004
16


ความมีเสถียรภาพในการเข้าถึง “ไฟฟ้า” ถือว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยเด่นที่ดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries : LDCs) ที่นักวิเคราะห์มองว่า เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความพร้อมในการก้าวขึ้นสู่ “ประเทศกำลังพัฒนา” แม้ว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของการลงทุน “พลังงานทดแทน” มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่กลุ่ม LDCs ยังอยู่ในวงโคจรของการลงทุนพลังงานสิ้นเปลือง อย่างน้ำมัน ถ่านหิน เป็นต้น

รายงานประจำปี 2017 ของ “สหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา” หรือ “อังค์ถัด” ว่าด้วยเรื่อง “การเข้าถึงพลังงานไฟฟ้า” ที่มีความสำคัญต่อการเติบโตของประเทศพัฒนาน้อยที่สุด 47 ประเทศทั่วโลก ระบุว่าปัจจุบันกว่า 82% ในกลุ่ม LDCs ไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ องค์ถัดคาดหวังที่จะเห็นทั้ง 47 ประเทศบรรลุเป้าหมายในการเข้าถึงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 350% ต่อปีภายในปี 2030

ดร.มูคิสะ คิทูยิ เลขาธิการอังค์ถัด กล่าวว่า เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ต้องการให้ทุกคนจะเข้าถึงพลังงานอย่างยั่งยืนภายในปี 2030 โดย 1 ใน 5 เป้าหมายคือ ขยายโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการจัดส่งพลังงานไฟฟ้าในชาติพัฒนาน้อยที่สุด ในช่วง 13 ปีข้างหน้า

หลายปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าหลายประเทศในกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด มีความเคลื่อนไหวในการลงทุนด้านพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย โดยรายงานในปี 2014 ระบุว่า ภูฏานคือประเทศที่มีการพัฒนาด้านไฟฟ้าสูงที่สุด สามารถให้บริการประชาชนได้ 100% เมื่อเทียบกับอันดับสองในเอเชียอย่างเนปาล ที่เข้าถึง 85% อย่างไรก็ตาม จำนวนประชากรในภูฏานที่มีเพียง 752,700 คน เป็นปัจจัยหลักที่สร้างความได้เปรียบ

ทั้งนี้นับตั้งแต่ปี 2015 จนถึงปัจจุบัน กลุ่มที่มีการลงทุนพลังงานไฟฟ้ามากที่สุดใน LDCs ได้แก่ 3 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมา ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโดยภาคเอกชนและนักลงทุนข้ามชาติ เป็นการลงทุนแบบ “พลังงานสิ้นเปลือง” เช่น น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาจะพบว่าทั้ง 3 ประเทศสนใจ “พลังงานทดแทน” มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น กัมพูชา ส่งเสริมการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ ทั้งยังเริ่มทำแผนที่จุดฮอตสปอตสำหรับพื้นที่รับแสงแดด โดย “ซันซีป กรุ๊ป” ของสิงคโปร์ ชนะการประมูลโครงการขนาด 10 เมกะวัตต์ในกัมพูชาเป็นโครงการแรก

ส่วน สปป.ลาว มีนักธุรกิจจีนให้ความสนใจเข้ามาเปิดบริษัท “ลาวกรีนซิตี้” ในกรุงเวียงจันทน์ ลุยทำโครงการโซลาร์เซลล์ฟาร์มเพื่อป้อนให้กับหมู่บ้านห่างไกลที่สายส่งไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ส่วน เมียนมา ก็มีนักลงทุนจากประเทศไทย 3 บริษัท เข้าไปลงทุนในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม อังค์ถัดมองในภาพรวมว่าปัจจุบันการลงทุนพลังงานไฟฟ้าจากต่างชาติยังคงกระจุกตัว ขณะที่ประเทศแอฟริกาซึ่งมีรายชื่อถึง 33 ประเทศในกลุ่ม LDCs กลับมีการลงทุนค่อนข้างชะลอตัว

“ความเป็นจริงหากต้องการบรรลุเป้าหมายการลงทุนไฟฟ้าจากพลังงานสิ้นเปลือง ภายในปี 2030 มูลค่าการลงทุนควรจะอยู่ระหว่าง 12,000-40,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ผลศึกษาพบว่าแต่ละประเทศลงทุนเฉลี่ยเพียง 3,000 ล้านดอลลาร์ และบางประเทศยังมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการเข้าถึงแหล่งเงินกู้” ดร.คิทูยิกล่าว

การเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดพอ ๆ กับการพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ซึ่งอังค์ถัดประเมินกลุ่ม LDCs สูญเสียรายได้ไปเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี จากปัญหาของการที่ไม่สามารถให้บริการพลังงานไฟฟ้าอย่างทั่วถึง

ที่มา

www.prachachat.net/world-news/news-78050
17


พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้พลังงานจังหวัดต่างๆ นำโครงการพลังงานชุมชนเพื่อชุมชนจัดการตนเองทางด้านพลังงาน ที่กองทุนอนุรักษ์พลังงานให้การสนับสนุนโครงการส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์สำหรับสูบน้ำเพื่อการเกษตรกรรม" ณ บ้านหาดเค็ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน  ไปเป็นตัวอย่างในการใช้สูบน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร พร้อมทั้งเตรียมไปขยายผลปรับใช้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ได้ต่อไป

นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในปี 2561 กระทรวงพลังงานจะนำเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาสนับสนุนโครงการของพลังงานจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์และสร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชน

ที่มา :
http://www.ryt9.com/s/tpd/2745951
18


แผงโซลาร์เซลล์” ท่วมประเทศ พลังงานในวันนี้กลายเป็นขยะวันหน้า

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ กำลังขยายตัวอีกจากการเปิดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์เซลล์จากภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเร็ว ๆ นี้ ภาครัฐจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเสรีอีกด้วย เมื่อรวมกับกระแสของระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบ “แบตเตอรี่” หรือ energy storage คาดการณ์ได้ว่าปริมาณแผงโซลาร์เซลล์ในประเทศจะเพิ่มขึ้นอีก แต่ประเด็นที่อาจจะถูกมองข้ามคือ เมื่อแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุและกลายเป็น “ขยะ” จะจัดการอย่างไร องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development : TBCSD) ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute : TEI) จัดเสวนา “แนวทางการจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์ของภาคอุตสาหกรรม” เพื่อหาคำตอบไปเมื่อเร็ว ๆ นี้


ผศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์
ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม
 คณะวิศวกรรมศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 ฉายภาพโซลาร์เซลล์ของประเทศในขณะนี้ว่า เมื่อพิจารณาจากแผนส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือแผน AEDP (Alternative Energy Development Plan 2558-2579) จะมีแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งรวม 6,000 เมกะวัตต์ ซึ่งแผงเหล่านี้ก็จะเป็นซากขยะสะสมใน 20 ปีข้างหน้า สูงถึง 7.5 แสนตัน หรือประมาณ 36 ล้านแผง โดยปัจจุบันมีการติดตั้งแผง

โซลาร์เซลล์แล้ว 2,600 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 15 ล้านแผง และจะกลายเป็นขยะ 5.1 แสนตัน จึงเริ่มวิจัยเพื่อหาแนวทางจัดการขยะดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันใช้วิธี “ฝังกลบ” เท่านั้น แม้ผู้ผลิตจะระบุว่าแผงโซลาร์จะมีอายุใช้งานที่ 20 ปี แต่ในระหว่างกระบวนการผลิตหรืออื่น ๆ จะมีแผงที่ชำรุด หรือเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นในระบบต่อเนื่อง เพราะแผงโซลาร์เซลล์ในตลาดมีหลายเกรดและคุณภาพต่างกัน ฉะนั้นปริมาณขยะโซลาร์อาจจะ “มากกว่า” ที่คาดการณ์ไว้

สำหรับแนวทางจัดการแผงโซลาร์ที่มีความเป็นไปได้ คือ
1) คัดแยกด้วยมือ
2) รีไซเคิล และ
3) บดและเข้ากระบวนการสกัดโลหะออกมาใช้ประโยชน์สูงสุด เช่น เงิน, ซิลิคอน, อะลูมินัม, ตะกั่ว, แคดเมียม และอินเดียม ซึ่งนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น เช่น นำไปเป็นส่วนประกอบของจอแอลอีดี (LED)

ทั้งนี้ ผศ.ดร.พิชญระบุว่า ในอนาคตยังจะมีแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (energy storage) ทำให้ขณะนี้กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่และพลังงานเริ่มวิเคราะห์ว่า เทรนด์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะทำให้อนาคตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในปีཷ ที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการติดตั้งแผงโซลาร์รวม 222 กิกะวัตต์ ซึ่งในปี 2560 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 300 กิกะวัตต์ โดยกำลังผลิตส่วนใหญ่อยู่ในแถบยุโรป เช่น เยอรมนี จากนี้จะเริ่มมาขยายในแถบเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศจีน ทั้งนี้ ได้ศึกษาส่วนของการจัดการในเยอรมนี และญี่ปุ่นนั้น กฎหมายที่ใช้ควบคุมดูแลแผงโซลาร์เทียบเคียงมาจากสหภาพยุโรปเป็นหลัก ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบในการกำจัดแผงโซลาร์คือ “ผู้ผลิต” และ “ผู้นำเข้า” กฎหมายของเยอรมนีระบุว่า ในอนาคตจะต้องรีไซเคิลได้ 80% ของน้ำหนักแผง

อ่านต่อได้ที่

https://www.prachachat.net/economy/news-78293
19
พลังงานเร่งคลอด PDP ฉบับใหม่ ลุ้นคาดความต้องการใช้ไฟฟ้าจ่อลดลงหลังนำปัจจัยผลิตไฟฟ้าใช้เองมาประกอบการพิจารณา มั่นใจกลางปี 61ประกาศใช้จริงได้

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมสรุปความต้องการใช้ไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ (LOAD FORECAST) ภายในสิ้นเดือน พ.ย.2560 นี้ เพื่อนำไปจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDP ฉบับใหม่ แทนแผน PDP 2015 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบันที่กำหนดใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2558-2579 โดยแผน PDP ใหม่นี้คาดว่าจะเริ่มใช้จริงกลางปี 2561

"หลังจากได้ข้อสรุป ทางกระทรวงพลังงานจะเริ่มดำเนินการกำหนดสัดส่วนโรงไฟฟ้าแต่ละชนิดลงไป เพื่อวางแผนให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการใช้ในระยะยาว หรือประมาณ 18 ปี ตามแผน PDP ฉบับใหม่ที่คาดว่าจะกำหนดใช้ระหว่างปี 2561-2579 ซึ่งคาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่จะนำกรณีการผลิตไฟฟ้าใช้เองมาประกอบการพิจารณา ร่วมกับระบบการจัดหาไฟฟ้าปกติ" แหล่งข่าวกล่าว

นอกจากนี้ยังพบว่า แผนอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนประสบผลสำเร็จทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศลดลง รวมถึงการนำกรณีที่ไม่เกิดเหตุการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ของปี 2560 เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีมาพิจารณาร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม แผน PDP 2015 ได้พยากรณ์ไว้ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2558-2579 ไว้ที่ระดับ 49,655 เมกะวัตต์ และกำหนดแผนกำลังผลิตไฟฟ้าไว้ที่ 70,335 เมกะวัตต์

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า คาดว่าไตรมาสแรกของปี 2561 กระทรวงพลังงานจะสามารถบรรจุโรงไฟฟ้าในแผน PDP ฉบับใหม่เสร็จ และจะเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน จากนั้นจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2561 และคาดจะประกาศใช้แผน PDP ฉบับใหม่ได้กลางปี 2561 ต่อไป.
20


BCPG ตั้งเป้ากำไรสุทธิในช่วง 5 ปี (61-65) โต 15% ต่อปี,ใช้งบราวหมื่นลบ.ส่วนใหญ่ใช้พัฒนาโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่น

นางสาวณินทิรา อภิสิงห์ รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บมจ.บีซีพีจี (BCPG) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ากำไรสุทธิ (net profit) ในช่วง 5 ปี (ปี 61-65) เติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี จากการขยายการลงทุนพลังงานทดแทนและพลังงานรูปแบบใหม่ และยังเดินหน้าหาพลังงานทดแทนในทุกรูปแบบจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในปี 61-63 จะใช้งบลงทุนราว 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น การลงทุนในปี 61 สำหรับในไทย จำนวน 338 ล้านบาท และลงทุนในญี่ปุ่น จำนวน 3,394 ล้านบาท ส่วนในปี 62 และ 63 จะลงทุนพัฒนาโครงการในประเทศญี่ปุ่น แบ่งเป็นการลงทุนในปี 62 จำนวน 3,400 ล้านบาท และในปี 63 อีกจำนวน 2,956 ล้านบาท

บริษัทฯ ยังตั้งเป้าขยายการซื้อขายไฟฟ้าผ่านอินเตอร์เน็ต (Internet of Energy) โดยใช้ Blockchain Technology มาบริหารจัดการ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะขยายให้ครอบคลุมทุกครัวเรือนทั่วประเทศ ทำให้สามารถบริหารจัดการการจ่ายไฟฟ้าได้ครอบคลุม ส่งผลให้บริษัทจะเติบโตในอนาคตได้อีกนางสาวณินทิรา กล่าวอีกว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษา เพื่อนำระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) มาใช้กับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยจะศึกษาการนำแบตเตอรี่มาใช้จัดเก็บกระแสไฟฟ้าไว้ใช้ในช่วงเวลากลางคืน แต่ในขณะนี้แบตเตอรี่มีราคาสูงมาก อาจยังไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน จึงจำเป็นต้องรอให้มีช่วงเวลาที่เหมาะสมมากกว่านี้ก่อน ซึ่งหากราคาแบตเตอรี่ลดลง บริษัทก็พร้อมที่จะเข้าไปลงทุนได้ทันที เนื่องจากบริษัทยังมีกระแสเงินสดภายในเพียงพอ และโครงการนี้จะทำให้บริษัทสามารถจ่ายไฟฟ้าได้มากขึ้น และสามารถรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อนึ่ง ปัจจุบัน BCPG มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนร่วมทุน 585 เมกะวัตต์ เทียบเท่ากำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 1,000 เมกะวัตต์ โดยในส่วนนี้เป็นกำลังการผลิตที่เดินเครื่องผลิตแล้ว 394 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือ 191 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการพัฒนา ทั้งในญี่ปุ่น,ไทย,อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยในปี 61 จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่จะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) ราว 150 เมกะวัตต์
ได้แก่
โครงการโซลาร์ฟาร์มที่ร่วมกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 9 เมกะวัตต์ ,
โครงการโซลาร์ฟาร์ม ญี่ปุ่น ราว 80-90 เมกะวัตต์ และโครงการโซลาร์รูฟท็อปอีก 30-50 เมกะวัตต์
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10