เว็บบอร์ดโซล่าเซลล์ไทยแลนด์ โซล่าปั้ม โซล่ารูฟท็อป Solar cell กังหันลมผลิตไฟฟ้า  พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - mrkai999

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 35
57
28 กพ.- 3 มีค..2561 อบรมฟรีโซล่าเซลล์เพื่อการเกษตร 4.0  (ฝากนิสิต(Solar Cell & CCTV ทุกรุ่นช่วยกันแชร์)
ได้ใบประกาศ จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
 สนพ.สมุทรสาคร (มหาชัย)  #SolarCell #SolarPower #สัมมนาฟรี #เรียนฟรี #อบรมฟรี #โซล่าเซลล์ #เกษตร
-เรียนรู้การทำงานของระบบโซล่าเซลล์
-เรียนรู้การติดตั้งโซล่าเซลล์ดพื่อการเกษตร
-การประยุกต์ใช้งานโซล่าเซลล์ด สำหรับการเกษตร 
-ซ่อมดัดแปลงแก้ไข ระบบโซล่าเซลล์ ปั้มน้ำ ทุกระบบ
-สร้างไฟฟ้าใช้เอง ไม่ต้องง้อไฟหลวง
By (at)REATClub
ขั้นตอนการสมัคร



1.กดเข้าร่วมกิจกรรมลงชื่อ นามสกุล จังหวัด
https://www.facebook.com/events/838952079619689/?active_tab=discussion



2.กรอกรายละเอียดของท่านทั้งหมดมาที่ ฟรอมด้านล่าง
(ไม่กรอกแบบฟรอม์ สิทธิ์ของท่านจะถูกข้ามไป ต่อลำดับท้ายสุดจนกว่าจะกรอกครบ)
http://goo.gl/forms/lBe5fRZH2c



3.โหลดใบสมัคร
แล้วเขียนด้วยลายมือ รายละเอียดต้องมีครบ ตามความเป็นจริงไม่ครบจะไม่พิจราณาใบสมัคร
สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก ที่รายงานตัวแล้วเท่านั้น (เขียนด้วยลายมือ เท่านั้น ข้าราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ต้องสมัครในนามบุคลลธรรมดาใช้สำเนาบัตรประชาชนสมัคร)
https://drive.google.com/file/d/1HNxZp_i23FK5y-MTjIQSvGn8it8r-2WV/view?usp=sharing

4.รายละเอียด  กิจกรรม
https://goo.gl/onW5qY

5.Donwload.ใบสมัครมาเขียนแพร้อมส่งสำเนาบัตร ปชช และ สำเนาทะเบียนการค้า (ถ้ามี)มาที่
mrkai999solarcell(at)gmail.com
ดำเนินการแล้วแจ้งที่
Line
mrkai999

58
ลำปาง * EA เล็งตั้งนิคมฯ ที่ฉะเชิงเทรารับ EEC คาดสรุปได้ภายในปีนี้ พร้อมทุ่มงบ 2.47 หมื่น ล. ขยายลงทุนโรงไฟฟ้าอาเซียน

นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. และพันธมิตรเอกชน เพื่อพิจารณาความคุ้มค่าในด้านการลงทุน ใน เบื้องต้นได้เล็งไว้ที่จังหวัดฉะเชิง เทราในพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เนื่อง จากเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางโลจิสติกส์ และสามารถเชื่อมไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอยู่ใกล้กับกรุงเทพฯ

"ในเบื้องต้นคาดใช้พื้นที่ 1,000-2,000 ไร่ คาดจะสามารถสรุปความชัดเจนและสัดส่วนการลงทุนได้ภายในปี 2561 นี้ และจะดำเนินการได้ในปี 2562 อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นหากลงทุนเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน คาดจะใช้งบ 1,000 ล้านบาท ไม่รวมที่ดิน แต่หากรวมที่ดินจะใช้เงินลงทุนมากกว่า 5,000 ล้านบาท" นายอมรกล่าว

สำหรับนิคมฯ จะรองรับที่ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่, ไบโอดีเซล กลีเซอลีน กรีนดีเซล พีซีเอ็มจะส่งผลให้มีการผลิตไบโอดีเซลเพิ่มเป็น 1.2 ล้านลิตรต่อวันจากปัจจุบันผลิตที่ 8 แสนล้านลิตรต่อวัน และเป็นพื้นอื่นๆ อีก และมีแนวโน้มจะตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตร

ขณะที่แผนลงทุนปี 2561-2562 เตรียมงบลงทุนรวม 24,700 ล้านบาท เพื่อขยายลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มเติม ซึ่งใน ปีนี้เตรียมจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) โรงไฟฟ้าพลังงานลมหนุมาน จ.ชัยภูมิ ขนาด 260 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน อย่างเช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม เมียนมา เน้นลงทุนโซลาร์ฟาร์ม, ลม.

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/tpd/2781629

59
JA Solar ส่งมอบโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ PERC ชนิดโมโนคริสตัลไลน์ให้โครงการโรงไฟฟ้าขนาด 250 เมกะวัตต์ในอิสราเอล

ปักกิ่ง--12 ก.พ.--พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์
JA Solar Holdings Co., Ltd. (NASDAQ-NMS: JASO) ผู้ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประกาศว่า บริษัทได้ส่งมอบโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ให้แก่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Ashalim ขนาด 250 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นโรงไฟฟ้าระดับสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่สุดในอิสราเอลที่ใช้โมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ PERC ชนิดโมโนคริสตัลไลน์ของ JA Solar
โครงการดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาโดยบริษัทไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ Electricite De France S.A. (EDF) และบริษัทพลังงานหมุนเวียนชั้นนำของอิสราเอล Clal Sun Ltd. โดยมีบริษัท BELECTRIC ผู้ติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงผู้ให้บริการ EPC และ O&M รับหน้าที่เป็นผู้ก่อสร้างโครงการ เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว โครงการนี้จะมีขนาดใหญ่ที่สุดในอิสราเอลและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก โดยจะช่วยลดระดับการปนเปื้อนและส่งเสริมการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

โครงการดังกล่าวตั้งอยู่กลางทะเลทรายเนเกฟ โดยประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแสงอาทิตย์ สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 35 เมกะวัตต์ ได้เชื่อมกับระบบจำหน่ายไฟไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 และ JA Solar เป็นผู้เดียวที่รับหน้าที่จัดหาโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์คุณภาพสูงเทคโนโลยี PERC ทั้งนี้ JA Solar ถือครองสิทธิบัตรหลักของเทคโนโลยี PERC ที่ทำให้โมดูลมีอัตราการเสื่อมสภาพจากแสงลดลง นอกจากนั้นยังมีประสิทธิภาพการทำงานสูงท่ามกลางทะเลทรายที่มีอุณหภูมิสูงและต่ำสุดขั้ว รวมถึงมีรังสีอัลตราไวโอเลตเข้มข้น ซึ่งประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือดังกล่าวเป็นเครื่องรับประกันศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี

คุณเฉา ป๋อ รองประธานบริษัท JA Solar กล่าวว่า "เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง EDF, Clal Sun และ BELECTRIC เพื่อพัฒนาตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในอิสราเอล ซึ่ง JA Solar ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด ความร่วมมือครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอคุณค่าให้แก่ตลาดอิสราเอล ทั้งยังแสดงถึงนวัตกรรมทางเทคนิคที่มาพร้อมโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงของเรา เราตั้งตารอที่จะร่วมงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจในระดับโลก ตลอดจนตอบสนองความต้องการของพันธมิตรและลูกค้าทั่วโลกด้วยบริการและผลิตภัณฑ์เซลล์แสงอาทิตย์คุณภาพสูงสุด"

สื่อมวลชนกรุณาติดต่อ
Sun Xiaorui
โทร.+86-10-63611888 ต่อ 1698
อีเมล: bj.sunxr(at)jasolar.com

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/anpi/2781166

60
TPCH กดปุ่มสตาร์ทโรงไฟฟ้าชีวมวล “สตูล กรีน เพาเวอร์” ตั้งเป้ารายได้ปี 61 ขยายตัว 30%กำลังการผลิตแตะ 200 MW ภายในปี 63

หัวเรือใหญ่ TPCH "กนกทิพย์ จันทร์พลังศรี" กดปุ่มสตาร์ทเดินเครื่องเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าชีวมวล "สตูล กรีน เพาเวอร์" ขนาดกำลังการผลิตเสนอขาย 9.2 เมกะวัตต์ เรียบร้อยแล้ว ปักหมุดปี 2561 รายได้โต 30% จากปี 2560 ย้ำเป้าหมายกำลังการผลิตแตะ 200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2563 เดินหน้าท้าลุย!!! ร่วมประมูลโครงการ VSPP Semi Firm มั่นใจพร้อมเกินร้อยคาดคว้างานใหม่ได้แน่นอน สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคต

นางกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH เปิดเผยว่าโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลสตูล กรีน เพาเวอร์ (SGP) กำลังการผลิตเสนอขาย 9.2 เมกะวัตต์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.ควนกาหลง อ.ควนกาหลง จ.สตูล เดินเครื่องจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการที่เสนอขายไฟแล้วทั้งสิ้น 60 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวลช้างแรก ไบโอเพาเวอร์ (CRB) ,โรงไฟฟ้าชีวมวลแม่วงศ์ เอ็นเนอยี่ (MWE),โรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย กรีน เพาเวอร์ (MGP) ,โรงไฟฟ้าชีวมวลทุ่งสัง กรีน (TSG ) โรงไฟฟ้าชีวมวล พัทลุง กรีน เพาเวอร์ (PGP) และโรงไฟฟ้าชีวมวลดังกล่าว

นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ในระหว่างก่อสร้างทั้งสิ้น 49 เมกะวัตต์ และมีโครงการที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาทั้งสิ้น 10 เมกะวัตต์ รวมโครงการทั้งสิ้น119 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกันยังคาดว่ากำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2563 ตามเป้าหมายที่วางไว้

" สตูล กรีน เพาเวอร์ เป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งที่ 6 ที่บริษัทฯ เดินเครื่องจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้รายได้เติบโตในทิศทางที่ดีอย่างสม่ำเสมอและในปี 2561 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้เติบโต 30% ตามกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการ VSPP Semi Firm ด้วย จากประสบการณ์ทำงานและความพร้อมก็คาดว่าน่าจะได้รับงานดังกล่าวอย่างแน่นอน" นางกนกทิพย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีแผนที่จะยื่นประมูลโครงการ VSPP Semi Firm ที่จะเปิดประมูลจำนวน 280 เมกะวัตต์ โดยจะยื่นประมูลประมาณ 80-100 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ยังเตรียมที่จะเข้ายื่นประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ของ อบจ.นนทบุรี กำลังการผลิต 20 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมทั้งด้านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากชนะการประมูลโครงการดังกล่าวจะสามารถก่อสร้างได้ทันทีและส่งผลบวกต่อผลประกอบการของบริษัทฯ ในอนาคตอีกด้วย

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/prg/2781026

61


"QTC" คว้างานขายหม้อแปลงไฟฟ้าต่างประเทศ 100 ล้านบาท หนุนงานในมือขยับเพิ่มเป็น 400 ล้านบาท คาดรับรู้รายได้ปีนี้ทั้งหมด

นายเรืองชัย กฤษณเกรียงไกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ QTC ผู้ผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้า เปิดเผยว่า บริษัทฯได้มีการทำการตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับผลิตภัณฑ์หม้อแปลง ไฟฟ้าล่าสุดมีออเดอร์จากประเทศแถบเอเชีย มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่างานในมือของบริษัทเพิ่มขึ้น 400 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีอยู่ 300 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากต่างประเทศ 100 ล้านบาท และอีก 200 ล้านบาทเป็นยอดขายจากในประเทศ และคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ทั้งหมด

"ธุรกิจการผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงในปี 2561 บริษัทฯได้มีการทำการตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะแถบยุโรปและเอเชีย โดย QTC เน้นกลยุทธ์บุกตลาดใหม่เพื่อสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานระดับสากล แข่งขันได้ในทุกตลาดของโลก รวมถึงการหาพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มยอดขาย"

Learn More
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทฯมีการศึกษาแผนการลงทุนใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการศึกษาโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในประเทศลาว ที่ได้มีการลงนาม MOU กับบริษัทเอกชนในประเทศลาวในช่วงก่อนนี้ จำนวน 2 เขื่อน มีกำลังผลิตไฟฟ้า 164 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะศึกษาเสร็จในช่วงปลายปี 2561 นี้

สำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ L Solar กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 8 เมกะวัตต์ ที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี คาดว่าปี2561 จะมีรายได้ประมาณ 140 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯมั่นใจว่าธุรกิจของบริษัทฯจะมีการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวอย่างแน่นอน

62
ชาวเขาเผ่าม้ง จ.ตาก ร้องไม่มีไฟฟ้าใช้นาน 20 ปี แจ้งหน่วยงานตั้งแต่ปี 47

http://news.ch7.com/detail/271629

63


เดือดร้อนหนัก! ชาวม้งบ้านวังน้ำเย็น จ.ตาก ใช้ชีวิตไร้ไฟฟ้านาน 20 ปี
ชาวบ้านบ้านวังน้ำเย็น ม.8 ต.นาโบสถ์ อ.วังเจ้า จ.ตาก เป็นชาวเขาเผ่าม้งที่อพยพมาจากถ้ำกระบอก จ.สระบุรี มาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ปี พ.ศ2540 ร้องเรียน ถึงปัญหาการไม่มีไฟฟ้าใช้ พร้อมประชุมชาวบ้านประมาณ ม321 หลังคาเรือน เพื่อนำเสนอปัญหาไปยังผู้เกี่ยวข้อง ณ อาคารเอนกประสงค์ประจำหมู่บ้าน

โดยหลังจากประชุมแล้วเสร็จ ชาวบ้านวังน้ำเย็นรวมตัวกันกลางหมู่บ้านเพื่อเรียกร้องเพื่อขอใช้ไฟฟ้า และเป็นการกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่เห็นความสำคัญกับความเดือดร้อนของชาวบ้าน

นายสุริยัน ทิพย์สุวรรณ นายกอบต.นาโบสถ์ กล่าวว่า เมื่อปี พ.ศ. 2540 ชาวบ้านซึ่งเป็นชาวเขาเผ่าม้ง ได้ถูกอพยพย้ายถิ่นฐานจากจังหวัดสระบุรี และจังหวัดต่างๆ เข้าจับจองพื้นที่ จนกระทั่งในปี พ. ศ. 2547 ราษฎรประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้าใช้ และได้รับความเดือดร้อน ในการดำเนินชีวิตประจำวัน กลางคืนไม่มีแสงสว่างจากไฟฟ้า เด็กๆนักเรียนที่กลับจากโรงเรียนต้องทำการบ้าน โดยอาศัยไฟตะเกียงและไฟจากแบตเตอรี่ เพื่อให้ความสว่างยามค่ำคืน

ส่วนโรงเรียนบ้านวังน้ำเย็น ตั้งอยู่ในหมู่บ้านบ้านวังน้ำเย็น มีเด็กนักเรียน จำนวน 189 คน ต้องรวมไปถึงสื่อการเรียนการสอนที่จำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้าเป็นจำนวนมากเช่น สื่อการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม และคอมพิวเตอร์ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 30 เครื่อง ไม่เคยได้เปิดใช้งาน เนื่องจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและแผงโซล่าเซลล์ที่โรงเรียนมีกำลังไฟไม่เพียงพอต่อการใช้คอมพิวเตอร์แต่ละครั้ง ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าบางส่วนของโรงเรียนเพราะกระแสไฟตก





ทั้งนี้เมื่อปี 2547 มีการประชาคมในหมู่บ้านและยื่นเรื่องเสนอขอไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านบ้านวังน้ำเย็น หนังสือรายงานดังกล่าวไปถึงการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดตาก แต่เนื่องจากติดปัญหา อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่า ประดาง-วังเจ้า ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดตากจึงจัดสรรงบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์แผงโซล่าเซลล์และแบตเตอรี่มอบให้ชาวบ้านบ้านวังน้ำเย็นได้ใช้เป็นบางส่วนเพื่อบรรเทาปัญหา

เนื่องจากโครงการขยายเขตไฟฟ้ายังไม่สามารถเข้าถึงหมู่บ้านบ้านวังน้ำเย็นได้เนื่องจากในการเข้าดำเนินโครงการปักเสาพาดสายไฟฟ้าเข้าสู่หมู่บ้านบ้านวังน้ำเย็นอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ประดาง-วังเจ้า แต่หมู่บ้านวังน้ำเย็นมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากเดิมมี 100 กว่าหลังคาเรือน ปัจจุบันมีการสำรวจใหม่อีกครั้งซึ่งปัจจุบันมีถึง 321 ครัวเรือน ประชากร ประมาณ 2,000 คน ซึ่งถือว่าหมู่บ้านบ้านวังน้ำเย็นนี้เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ลำพังแผงโซล่าเซลล์ไม่เพียงพอ

ที่มา
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_752580

64


กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.)
http://www.dpim.go.th/
ตั้งเป้าส่งเสริมและพัฒนาของเสียเป็นแหล่งทรัพยากรทดแทนด้านแร่ โลหะ และสารประกอบโลหะ เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย 4.0 ที่เน้นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรม การสร้างการมีส่วนร่วม และการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ เปิดเผยว่า นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมสู่อุตสาหกรรมไทย 4.0 กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการปรับโครงสร้างกระทรวงอุตสาหกรรมที่เน้นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรม การสร้างการมีส่วนร่วม และการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง กพร.เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีการปรับบทบาทภารกิจและโครงสร้างให้เป็นเชิงรุกมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานในฐานะที่เป็นหน่วยงานจัดหาและบริหารจัดการวัตถุดิบ เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านวัตถุดิบให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ทั้งวัตถุดิบจากแหล่งแร่ธรรมชาติ วัตถุดิบทดแทนที่ได้จากการรีไซเคิลขยะหรือของเสีย และวัตถุดิบขั้นสูงที่เป็นแร่ โลหะ สารประกอบโลหะชั้นคุณภาพสูง เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ดังกล่าวจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบตั้งแต่ที่เป็นแร่ โลหะ สารประกอบจากแร่และโลหะที่มีความหลากหลาย มีคุณภาพสูง มีปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

เรื่องของวัตถุดิบทดแทนที่มาจากการรีไซเคิลขยะหรือของเสีย กพร.ได้ให้ความสำคัญกับการรีไซเคิลขยะหรือของเสีย เพื่อแยกสกัดแร่และโลหะกลับมาใช้ประโยชน์ รวมถึงแปรรูปเป็นพลังงานทดแทน หรือที่เรียกกันในหลายประเทศว่า "การทำเหมืองแร่ในเมือง" โดยที่ผ่านมาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2551 ได้ดำเนินโครงการต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการนำขยะ วัสดุเหลือใช้ รวมถึงผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เพื่อเป็นแหล่งทรัพยากรทดแทนให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ลดหารใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ ลดการเกิดขยะและปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนสู่ Zero Waste Society โดยอาศัยจุดแข็งของกรมฯ ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแต่งแร่ และด้านเทคโนโลยีโลหการ ซึ่งเป็นรากฐานของเทคโนโลยีรีไซเคิล ร่วมดำเนินงานกับที่ปรึกษาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้วัสดุเหลือใช้และกากของเสียที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเฉลี่ย 50 ล้านตันต่อปี กลายเป็นวัตถุดิบด้านแร่ โลหะ และพลังงานทดแทนที่สำคัญของประเทศ ซึ่งจากการติดตามประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมาจากผู้ประกอบการที่ได้รับการฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีรีไซเคิลจาก กพร. พบว่า ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในประเทศจากการลงทุนและการรีไซเคิลของเสียเป้าหมาย 100-130 ล้านบาทต่อปี ซึ่งปัจจุบัน กพร.มีเทคโนโลยีรีไซเคิลขยะหรือของเสียรวม 69 ชนิด โดย 39 ชนิดได้พัฒนาเป็นเทคโนโลยีรีไซเคิลต้นแบบของ กพร. ซึ่งมีศักยภาพในการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

และภายในเดือนสิงหาคม 2561 กพร.จะเปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลของรัฐแห่งแรกของประเทศ ซึ่งมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ และขยายผลไปสู่โรงงานต้นแบบ เพื่อผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีรีไซเคิลสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งเป็นต้นแบบให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้กระบวนการรีไซเคิล และการจัดการมลพิษที่เกิดขึ้นตามหลักวิชาการ โดยจะสามารถรองรับการฝึกอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีรีไซเคิลให้แก่ผู้ประกอบการทั้งใน Lab scale และ Pilot scale ได้ไม่น้อยกว่า 200 รายต่อปี

เมืองไทยมีขยะและของเสียเฉลี่ย 50 ล้านตันต่อปี เป็นของเสียจากครัวเรือน 25-26 ล้านตันต่อปี โดยมีสัดส่วนการใช้ประโยชน์ในประเทศเฉลี่ย 70-75% ซึ่งหากสามารถเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์ของเสียครัวเรือนและอุตสาหกรรมได้อีก 10% และมีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขยะหรือของเสียที่มีประสิทธิภาพและครบวงจรตั้งแต่กิจกรรมกระบวนการที่ก่อให้เกิดของเสีย กระบวนการคัดแยก การจัดเก็บรวบรวม การขนส่ง การรีไซเคิล การบำบัด และการกำจัด รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการรีไซเคิลในประเทศ คาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มในประเทศจากการลงทุน นำของเสียเป้าหมายกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี โดยกุญแจสำคัญ คือ การสร้างความร่วมมือแบบ 3 ฝ่าย ระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ด้วยนวัตกรรมและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เราสามารถเปลี่ยนขยะหรือของเสียดังกล่าวให้เป็นแหล่งทรัพยากรทดแทนที่สำคัญ เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคตของประเทศได้ดังเช่นในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งหลายประเทศไม่มีแหล่งแร่ธรรมชาติ เป็นเป้าหมายในอนาคตของประเทศได้ ซึ่งหลายประเทศไม่มีแหล่งแร่ธรรมชาติ นอกจากนี้ยังเป็นการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ ลดการเกิดขยะและปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตามแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนสู่ Zero Waste Society.


อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/tpd/2782569

65

สินเชื่อก้อนใหม่ 5 หมื่นล้านบาท ธ.ก.ส.จับลูกค้ารักษ์สิ่งแวดล้อม

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ล่าสุด ธ.ก.ส.ได้ปล่อยสินเชื่อหนึ่งเอสเอ็มอี หนึ่งตำบล ไปแล้ว 62,000 ล้านบาท และในสิ้นเดือน มี.ค.นี้ จะปล่อยสินเชื่อครบทุกตำบลรวมเป็นเงิน 72,000 ล้านบาท จึงจะเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) ธ.ก.ส. ขยายโครงการออกไปอีก 3 ปี เพื่อปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีภาคเกษตรวงเงินก้อนใหม่ 50,000 ล้านบาท และจากเดิมปล่อยกู้ 10 ล้านบาทต่อราย เพิ่มเป็น 20 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ย 4% ต่อปี เนื่องจากมีกลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ยังต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่ม

บอร์ด ธ.ก.ส.ยังเห็นชอบให้ ธ.ก.ส.ดำเนินโครงการส่งเสริมและสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว เพื่อส่งเสริมการผลิตเกษตรอินทรีย์ หรืออาหารปลอดภัย (Food Safety) ได้มาตรฐานรับรอง เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน พลังงานสะอาด การอนุรักษ์ทรัพยากร-ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ วงเงิน 5,000 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-1% ต่อปี กรณีลูกค้ารายคนคิด 6% ต่อปี และลูกค้าสถาบัน MLR-0.5% หรือ 4.5% ปล่อยสินเชื่อได้ถึงปี 2564 และหลังจากที่ ธ.ก.ส.ได้ ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย ภายใต้โครงการชำระดีมีคืน ธ.ก.ส.ยังมียอดต้นเงินคงเป็นหนี้ ณ วันที่ 30 พ.ค.2560 วงเงินกู้ไม่เกิน 300,000 บาท จำนวน 2.3 ล้านราย รวม 220,000 ล้านบาท

อ่านข่าวต่อได้ที่:
https://www.thairath.co.th/content/1204900

66


"โซล่าเซลล์" ใครว่ายาก !! LED Expo Thailand 2018 ขอเรียนเชิญเข้าร่วมสัมมนาฟรี !! เรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโซล่าเซลล์ ตั้งแต่วิธีติดตั้งแผงโซล่าเซลล์รูฟท็อปด้วยตัวเอง สู่การประยุกต์ใช้โซล่าเซลล์เพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน
โดย อ. ไก่ วิรัตน์ ศรีวัฒนพงศ์
ชมรมพลังงานทดแทนเพื่อการเกษตรและเทคโนโลยี
(at)REATClub
ลงทะเบียนสัมมนา >>> https://goo.gl/forms/6kuOyW7gidNSyA5g1

ภายในงาน LED Expo Thailand 2018 วันที่ 10-12 พ.ค 61 ชาเลนเจอร์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม :
02 833 6341 I siwapornk(at)impact.co.th
www.ledexpothailand.com

FREE !!! Solar cell Conference at LED Expo Thailand 2018
- Basic knowledge of solar cell
- Solar rooftop
- Solar panels for farms and sustainable agriculture
(conducted in Thai)

Register >>> https://goo.gl/forms/6kuOyW7gidNSyA5g1

10 - 12 May 2018, CHALLENGER 1, IMPACT Exhibition Center, Bangkok, Thailand
More information:
+66 (0) 2 833 6341 I siwapornk(at)impact.co.th
www.ledexpothailand.com

67


RATCH ลุยลงทุน 2.5 หมื่นล้าน เตรียมปั้นบริษัทลูกแต่งตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมงบลงทุนประมาณ 25,000 ล้านบาทสำหรับลงทุนในโครงการเดิมที่มีอยู่แล้ว 15,000 บาท และโครงการใหม่อีก 10,000 ล้านบาท รวมประมาณมากกว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งวางแผนจะใช้ทั้งเงินสดคงเหลือในกิจการและเงินทุนจากตลาดการเงิน

โดยปี 2561 บริษัทมีแผนลงทุน 3 ธุรกิจ คือ ผลิตไฟฟ้า โครงสร้างและสาธารณูปโภคพื้นฐาน และเชื้อเพลิง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีโครงการที่สนใจและมีความเป็นไปได้ที่จะลงทุน 6 โครงการ รูปแบบการลงทุนจะเพิ่มน้ำหนักการซื้อกิจการหรือโครงการที่ดำเนินการแล้ว ตั้งเป้าไว้ที่ 370 เมกะวัตต์ เพื่อให้มีรายได้และกระแสเงินสดสม่ำเสมอและมั่นคงยิ่งขึ้น ส่วนการลงทุนแบบกรีนฟิลด์จะยังดำเนินการต่อเนื่องและคาดหมายเพิ่มการลงทุนให้ได้ 500 เมกะวัตต์ รวมกำลังการผลิตติดตั้งปัจจุบันอยู่ที่ 7,380 เมกะวัตต์ รวมกำลังการผลิตเป้าหมายปีนี้อยู่ที่ 8,250 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนแยกบริษัท ราชบุรีพลังงาน จำกัด ออกมาบริหารโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนโดยเฉพาะ โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าหมายภายในปีนี้จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 100-200 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าหมายในปี 2566 จะมีกำลังการผลิต 2,000 เมกะวัตต์ รวมทั้งมีแผนนำบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาข้อดีข้อเสีย



ส่วนกำลังการผลิตเชิงพาณิชย์ที่จะเดินเครื่องในปีนี้ มี 2 โครงการในออสเตรเลีย คือ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Collinsville กำลังผลิตติดตั้งตามการถือหุ้น 34 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดจะเดินเครื่องจำหน่ายไฟฟ้าได้ในเดือนก.ค.นี้ และโรงไฟฟ้าพลังงานลม Mount Emerald กำลังผลิตติดตั้งตามการถือหุ้น 144.36 เมกะวัตต์ กำหนดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเดือนก.ย.นี้ ส่งผลให้กำลังผลิตเชิงพาณิชย์รวมของบริษัทเพิ่มเป็น 6,674 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานปี 2560 แม้บริษัทมีกำไร 6,107 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1% จากปีก่อนมีกำไร 6,166 ล้านบาท แต่ถือว่ายังสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา
www.khaosod.co.th/economics/news_754753

68


บี.กริม เพาเวอร์ ‘BGRIM’ โชว์ความสำเร็จ เดินหน้า COD โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 3

บี.กริม เพาเวอร์ 'BGRIM' หนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจและจำหน่ายไฟฟ้าภาคเอกชน ทยอยจำหน่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเชิงพาณิชย์ (COD) อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 3 กำลังการผลิต 133 เมกะวัตต์ สามารถจำหน่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบตามสัญญาให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) จำนวน 90 เมกะวัตต์ เป็นระยะเวลา 25 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา
          นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) 'BGRIM' เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลลิ่ง) เพิ่มเติมให้แก่ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่ออัพเดตความคืบหน้าการพัฒนาโครงการ ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 3 ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้า SPP ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ระยอง ตำบลมาบยางพร อำภอเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ขนาดกำลังการผลิต 133 เมกะวัตต์ สามารถเริ่มดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ต้นทุนในการก่อสร้างต่ำกว่างบประมาณวางไว้ และมีประสิทธิภาพสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ คาดว่าทำให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้ในปีนี้เพิ่มขึ้นกว่า 2,000 ล้านบาท
          ความสำเร็จในครั้งนี้ส่งผลให้ บี.กริม เพาเวอร์ 'BGRIM' มีโรงไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 31 โครงการ โดยเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 13 โครงการ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 15 โครงการ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 2 โครงการ และโรงไฟฟ้าพลังงานดีเซล 1 โครงการ มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 1,779 เมกะวัตต์ ซึ่งเรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าภาคอุตสาหกรรมชั้นนำที่ให้ความไว้วางใจ 'BGRIM' ด้วยระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ รองรับความต้องการไฟฟ้าของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง และพร้อมรองรับการขยายตัวเขตพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ทำให้ 'BGRIM' สามารถเติบโตและเป็นหนึ่งในผู้นำการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน นางปรียนาถ กล่าว
 
 
บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 3 จำกัด
   เปิดดำเนินการเเล้ว
ประเภทโรงงาน   โรงงานไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม
กำลังการผลิตไฟฟ้า   133 เมกะวัตต์
กำลังการผลิตไอน้ำ   30 ตัน/ชั่วโมง
ผู้รับเหมา (EPC)   Sumitomo Corporation, Toshiba Plant Systems
ทำเลที่ตั้ง   นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร

ที่มา
http://www.bgrimmpower.com/th/power-plants/conventional/12/%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B0-%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-3-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94

69
Exxon Mobil Corporation is an American multinational oil and gas corporation headquartered in Irving, Texas. It is the largest direct descendant of John D. Rockefeller's Standard Oil Company,[2] and was formed on November 30, 1999 by the merger of Exxon (formerly the Standard Oil Company of New Jersey) and Mobil (formerly the Standard Oil Company of New York).

The world's 10th largest company by revenue, ExxonMobil is also the seventh largest publicly traded company by market capitalization. The company was ranked ninth globally in the Forbes Global 2000 list in 2016. ExxonMobil was the second most profitable company in the Fortune 500 in 2014.

ExxonMobil is the largest of the world's Big Oil companies, or supermajors, with daily production of 3.921 million BOE (barrels of oil equivalent); but significantly smaller than a number of national companies. In 2008, this was approximately 3 percent of world production, which is less than several of the largest state-owned petroleum companies. When ranked by oil and gas reserves, it is 14th in the world—with less than 1 percent of the total. ExxonMobil's reserves were 20 billion BOE at the end of 2016 and the 2007 rates of production were expected to last more than 14 years. With 37 oil refineries in 21 countries constituting a combined daily refining capacity of 6.3 million barrels (1,000,000 m3), ExxonMobil is the largest refiner in the world, a title that was also associated with Standard Oil since its incorporation in 1870.

ExxonMobil has been criticized for its slow response to cleanup efforts after the 1989 Exxon Valdez oil spill in Alaska, widely considered to be one of the world's worst oil spills in terms of damage to the environment. ExxonMobil has a history of lobbying for climate change denial and against the scientific consensus that global warming is caused by the burning of fossil fuels. The company has also been the target of accusations of improperly dealing with human rights issues, influence on American foreign policy, and its impact on the future of nations.

https://en.wikipedia.org/wiki/ExxonMobil

70



เอ็กซอน โมบิล คาดความต้องการพลังงานทดแทนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 4.5% ภายในปี 2583

เอ็กซอน โมบิล ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานรายใหญ่ของสหรัฐ คาดการณ์ว่า ความต้องการพลังงานทดแทนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 4.5% ภายในปี 2583 ขณะที่ความต้องการน้ำมันต่อปีจะปรับตัวลงเล็กน้อย

เอ็กซอน โมบิล เปิดเผยในรายงาน "Energy & Carbon Summary: Positioning for a Lower-Carbon Future and its Outlook for Energy: A View to 2040" โดยระบุว่า ความต้องการน้ำมันและถ่านหินทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง 0.4% และ 2.4% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่ความต้องการก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้น 0.9% ต่อปี

นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังระบุว่า การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากรทั่วโลก และมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้น จะผลักดันให้ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นราว 25% ในช่วงปี 2559-2583 สำนักข่าวซินหัวรายงาน

ที่มา :
http://www.ryt9.com/s/iq30/2777313

71
Australia Unveils The World's Biggest Battery Ever Activated and Now Functioning


TOP STORIES====
Elon Musk Makes A Battery Bid To Save South Australia's Power.
Have a look at World's largest lithium ion battery.
Tesla turns on lithium ion battery in Australia.
South Australia unveils world's largest lithium-ion battery to feed its grid.
Tesla activates world's biggest battery.
Tesla CEO, Elon Musk, Delivers on Installing a Giant Battery in Southern Australia.
Tesla finishes mega battery in South Australia.
Tesla turns on world's biggest lithium-ion battery.

Watch the video to see all these and many more...

Don't forget to subscribe for upcoming videos - Richard Aguilar

73


เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. รัฐบาลท้องถิ่นรัฐเซาท์ออสเตรเลีย เปิดแผนปรับพลังงานให้บ้านเรือนกว่า 50,000 หลังคาเรือนในรัฐผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้ โดยการนำของนายอีลอน มัสก์ ผู้บริหารบริษัทเทสลา ว่าจะนำแผงโซลาร์เซลส์และแบตเตอร์รีของเทสลาไปติดตั้งตามบ้านเรือนประชาชน สนับสนุนพลังงานสะอาดและประหยัดค่าไฟให้ประชาชน

นายเจย์ เวตเธอริลล์ มุขมนตรีรัฐเซาท์ออสเตรเลีย กล่าวว่า รัฐบาลสร้างแบตเตอร์รีไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว (คลิปด้านบน) และตอนนี้กำลังจะสร้างโรงไฟฟ้าที่จับต้องได้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าและส่งเข้าสู่ระบบสายส่งของรัฐ นอกจากนี้บ้านที่เข้าร่วมโครงการก็จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนในการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ราคาถูกลง

ในขั้นต้นทางการเซาท์ออสเตรเลียเล็งที่จะเริ่มทดลองกับที่อยู่อาศัยที่มาจากโครงการของรัฐ 1,100 แห่ง ด้วยแผงโซลาร์ กำลังผลิตไฟฟ้า 5 กิโลวัตต์ พร้อมกับใช้แบตเตอรี่ของเทสลา และในระยะต่อไปก็จะขยายติดแผงโซลาร์ไปยังบ้านจากโครงการรัฐอีก 24,000 แห่ง ก่อนที่จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมได้ในอีก 4 ปีข้างหน้า


ด้านบริษัทเทสลาระบุว่าโครงการนี้จะสามารถผลิตไฟฟ้าใช้ได้ 250 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกันก็สามารถสำรองไฟไว้ในแบตเตอรีได้ถึง 650 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง


แบตเตอรี่เก็บพลังงานไฟฟ้าจากเทสล่าใกล้กับเมืองเจมส์ทาวน์ เซาท์ออสเตรเลีย/ภาพ Andrew Burch abc.net.au
ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายโครงการนี้รัฐบาลเซาท์ออสเตรเลียจะสนับสนุนเป็นจำนวนเงินประมาณกว่า 52 ล้านบาท และผ่านการจำหน่ายพันธบัตรอีกราวกว่า 74 ล้านบาท  ถือว่าเป็นการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน โดยปัจจุบันออสเตรเลียผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นหลักถึงร้อยละ 60 ส่วนพลังงานทดแทนอยู่ที่ร้อย 14 เท่านั้น

74
จากนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน รวมถึงคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (เออีดีพี 2015) จากเดิม 20% เป็น 40% เป็นผลให้แผนพีดีพี 2015 ฉบับใหม่ ต้องไปปรับลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติและถ่านหินลงมา
    ทำให้กระทรวงพลังงานต้องพิจารณาปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยาวของประเทศ (พีพีดี 2015) โดยจะมีการปรับสัดส่วนเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าในแผน PDP 2015 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสอดรับกับความต้องการของท่านนายกรัฐมนตรีที่ต้องการส่งเสริมพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียมากขึ้น
    ซึ่งตามแผนพีดีพีฉบับปัจจุบัน PDP 2015 ได้พยากรณ์ไว้ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2558-2579 ไว้ที่ระดับ 49,655 เมกะวัตต์ และกำหนดแผนกำลังผลิตไฟฟ้าไว้ที่ 70,335 เมกะวัตต์ และกำหนดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในปี 2579 จากโรงไฟฟ้าก๊าซอยู่ที่ 30-40%, โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด 20-25%, รับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำต่างประเทศ 15-20%, พลังงานหมุนเวียน 15-20% และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 0-5% 
    และคาดการณ์ว่าในไตรมาสแรกของปี 2561 กระทรวงพลังงานจะสามารถบรรจุโรงไฟฟ้าในแผน PDP ฉบับใหม่เสร็จ และจะเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน จากนั้นจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2561 และคาดจะประกาศใช้แผน PDP ฉบับใหม่ได้กลางปี 2561 ต่อไป
    อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับกันว่าการใช้การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน เป็นโรงไฟฟ้าหลักของประเทศที่ส่งไปเลี้ยงในทุกพื้นที่ เนื่องจากคุณสมบัติที่มีปริมาณที่คงที่และระยะยาว จึงทำให้สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งแตกต่างจากการใช้พลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นลม หรือแสงอาทิตย์ หรือแม้กระทั่งกลุ่มชีวมวลนั้น จะมีเพียงพอกับความต้องการใช้หรือไม่
    เริ่มจากพลังงานลม ก็มีข้อจำกัดในหลายด้าย อาทิ ในเรื่องของสถานีและปริมาณลม ซึ่งจำเป็นต้องเลือกสถานที่ที่มีลมและความเร็วที่พัดอย่างสม่ำเสมอ ในด้านการลงทุนค่อนข้างสูงมาก แต่ในด้านการผลิตไฟฟ้าจะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่ที่ปริมาณของกระแสลมที่พัดมา รวมถึงด้านการบริหารจัดการระบบก็มีความยุ่งยากมาก   
    ส่วนแสงอาทิตย์ 100% เป็นพลังงานบริสุทธิ์ ไม่มีมลพิษทั้งด้านแสง สี เสียง แต่ก็มีข้อจำกัดด้านของขนาดพื้นที่ต้องมีขนาดใหญ่ ไฟฟ้าที่ผลิตได้นั้นผันแปรไปตามสภาพอากาศ บางวันอาจเมฆเยอะ ฝนตกตลอดเวลา ก็ไม่สามารถผลิตไฟ และระยะเวลาที่ผลิตได้เฉพาะในช่วงที่มีแสงแดดเท่านั้น ที่สำคัญไม่สามารถกักเก็บได้ นอกจากนี้แล้ว ต้นทุนการผลิตทุน ทั้งในด้านการติดตั้งและอุปกรณ์ในการติดตั้ง และการบำรุงการรักษาด้วย
    ยังไม่รวมกลุ่มชีวมวลที่เป็นเศษเหลือใช้จากการเกษตรที่มีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ ดูได้จากแกลบ หรือเศษไม้ยางพารา ที่สมัยก่อนมีการผลักดันกันอย่างล้นหลามให้มีการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยมีอายุสัญญา 20-25 ปี แต่สุดท้ายเมื่อมีไม่เพียงพอก็เกิดการแย่งซื้อกัน
    และการที่รัฐบาลพยายามที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 หรือแม้กระทั่งการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ พลังงานไฟฟ้าถือว่ามีส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ทุกเป้าหมายของรัฐบาลก้าวไปสู่ความสำเร็จ
    ดังนั้น การสั่งชะลอโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือแม้กระทั่งโรงไฟฟ้ากระบี่เองก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานและการลงทุน การจะคัดค้าน ก็ควรที่จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
    และต้องกลับไปทบทวนทั้งฝ่ายที่คัดค้านและฝ่ายที่สนับสนุนนั้น ขอให้กระทำบนพื้นฐานของความเป็นจริง การรับฟังข้อมูลต้องคิดพิจารณาด้วยว่า เรื่องนั้นมีความจริงเท็จเท่าไหร่ และในส่วนของคนที่เปิดเผยข้อมูลก็ควรที่จะเปิดให้หมด ไม่ใช่ดึงเฉพาะสิ่งที่เสียหายมาบอกเล่าเท่านั้น เพราะการกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการทำลาย ดึงประเทศไทยถอยหลังเข้าคลอง.

ที่มา
http://www.thaipost.net/main/detail/2470

75


หลังจากพลังงานสะอาดจากแผงโซล่าเซลล์ เป็นที่รู้จักและถูกนำมาใช้มากขึ้น ได้เกิดผลดีทั้งในแง่ของการลดการใช้พลังงาน และการประหยัดต้นทุนในการใช้ไฟฟ้าได้ แต่แผงโซล่าเเซลล์มีอายุการใช้งานประมาณ 25 ปี โดยแผงโซล่าเเซลล์ มีทั้งส่วนที่ไม่เป็นอันตราย และส่วนที่เป็นโลหะหนักที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง “สมชัย รัตนธรรมพันธ์” อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาฯ ได้ระบุว่า ขยะโซล่าเเซลล์มีปัญหาเช่นเดียวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หากกำจัดโดยการเผา ก็ต้องสูญเสียทั้งพลังงานและงบประมาณ และยังสร้างสารคาร์บอนไดออกไซด์และไดออกซิน หากนำไปฝังกลบก็จะเกิดการแพร่กระจายของโลหะหนัก ทั้งตะกั่วและแคดเมียมตามดินและแหล่งนํ้าธรรมชาติ จนอาจเกิดวิกฤติสูญเสียแหล่งอาหารและนํ้าในอนาคต

MP26-3338-3Bตัวเลขจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ปี 2559 พบว่าการติดตั้งแผงโซล่าเเซลล์ของภาคเอกชนแบบลานกว้างเพื่อขายไฟฟ้าเข้าระบบมีประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ และประชาชนมีความสนใจติดตั้งบนหลังคาบ้านเพิ่มขึ้น จากราคาแผงที่เริ่มปรับลดลง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนราชการ ให้ติดตั้งแผงโซล่าเเซลล์เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า และยังมีนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเเซลล์) จำนวน 6,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579 ทำให้มีการประเมินว่า ปริมาณซากแผงโซล่าเเซลล์ สะสมตั้งแต่ปี 2545-2559 อยู่ที่ 388,347 ตัน หรือคิดเป็น 12.9 ล้านแผง และปริมาณซากสะสมถึงปี 2563 อยู่ที่ 551,684 ตัน หรือ 18.38 ล้านแผง ที่ต้องกำจัด

อย่างไรก็ตาม แผงโซล่าเเซลล์ มีแร่ต่างๆ ที่สามารถสกัดนำมารีไซเคิลสร้างมูลค่าได้ ทั้งซิลิคอนและเงิน แต่การลงทุนรีไซเคิล หากปริมาณขยะไม่มากพอ ก็อาจจะไม่คุ้มทุน

จากกรณีศึกษาจากประเทศในยุโรปและญี่ปุ่น พบว่าให้ความสําคัญกับการกําจัดของเสียเหล่านี้และออกกฎหมายควบคุมดูแลอย่างชัดเจน เพื่อลดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเพิ่มคุณภาพและการสกัดโลหะหายากในของเสียเหล่านี้ และป้อนกลับสู่อุตสาหกรรมอีกครั้ง ทําให้วัตถุดิบมีราคาที่เสถียรภาพ และมีปริมาณที่เพียงพอ โดยถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญต่อความมั่นคงของประเทศ (National Security)

ขณะนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ได้จัดทำแผนแม่บทการจัดการซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์:เซลล์แสงอาทิตย์(โซล่าเเซลล์) เพื่อกำหนดแนวทางการจัดการซากแผงโซล่าเเซลล์ ที่หมดอายุ ซึ่งปัจจุบันวิธีทำลาย ยังคงใช้วิธีฝังกลบดีที่สุด เพราะยังไม่มีทางเลือกอื่น แม้ว่าการนำมารีไซเคิลจะเป็นวิธีที่ดีกว่า แต่ยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุน จนกว่าจะเห็นว่ามีแผงโซล่าเเซลล์หมดอายุที่มากพอ



ขั้นตอนในการบริหารจัดการแผงหมดอายุ มีขอบข่ายที่ครอบคลุมกว้างขวาง โดยจะเริ่มตั้งแต่การผลิตแผง การขนส่งและติดตั้ง การใช้งาน การเก็บรวบรวม การรีไซเคิล และการกําจัด ดังนั้น จึงมีความเกี่ยวข้องกับภาคส่วนต่างๆ จํานวนมาก เริ่มต้นจากหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่กํากับดูแล ได้แก่ สํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กรมควบคุมมลพิษ จนถึงภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้ติดตั้ง เจ้าของโรงงาน ผู้รวบรวมหรือคัดแยก ผู้รีไซเคิล ที่จําเป็นจะต้องมีข้อหารือร่วมกัน อาทิ ปริมาณของเสียในปัจจุบันและการจัดการของเจ้าของแผง ผู้รวบรวมควรจะเป็นใครระหว่างผู้ผลิต ผู้ขาย หรือร้านขายของเก่า ผู้รีไซเคิลสามารถใช้หรือสกัดได้เองในประเทศ หรือส่งออกได้หรือไม่และภาครัฐจะทําอย่างไรเพื่อส่งเสริมให้เกิดการรีไซเคิลสูงสุด

รายละเอียด
http://www.thansettakij.com/content/257088?ts

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 35